วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

มวลชน กับ การจับอาวุธ และบทเรียนจากลิเบีย

โดย สมุดบันทึกสีแดง

ในยุคนี้ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “เสื้อแดงปฏิวัติ” มักจะมีแนวโน้มชื่นชอบแนวทางการต่อสู้กับเผด็จการโดยการจับอาวุธ แต่ละเลยการต่อสู้ของมวลชนขนาดใหญ่ ไม่ให้ความสำคัญและไม่ร่วมพัฒนาขบวนการการเคลื่อนไหวของมวลขชนเสื้อแดง นอกจากเน้นการป่าวร้องโชว์ “สโลแกนอันดุเดือด” เพื่อทำให้คนตาสว่าง? ผลที่ตามมาแนวที่เรียกตัวเองว่านักปฏิวัติมักจะออกมาดิสเครดิตของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินซึ่งเป็นแนวปฏิรูปอย่างไร้ความสร้างสรรค์ผ่านข่าวลือและใช้การวิเคราะห์แบบ “ทฤษฎีสมคบคิด จับแพะชนแกะไปเรื่อยๆ” แนวทางแบบนี้จะไม่ช่วยพัฒนาขบวนการของคนเสื้อแดงแต่อย่างใด นอกจากทำให้คนหันหลังให้ นปช.แดงทั้งแผ่นดินและไม่ทำอะไร  นอกจากคุยและคุยเกี่ยวกับข่าวลือและข่าวลือ

ซึ่งในความเป็นจริงนั้นปัญหาในปัจจุบัน “ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่คนไม่ตาสว่าง” คนส่วนใหญ่ในสังคมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คือก้าวพ้นระดับนี้ไปนานแล้ว อนึ่ง อาการตาสว่างขนาดใหญ่ที่ซัดมาครั้งแล้วครั้งเล่าล้วนแต่เกิดจากการต่อสู้ของมวลชน ที่กระแทกกรอบของอำมาตย์ครั้งแล้วครั้งเล่า การถูกเข่นฆ่า และการก่นร้อง “เหี้ยสั่งฆ่า”  ใครๆก็รู้กันทั้งนั้นว่าทั้งเซท ของอำมาตย์ไม่ว่าตัวเล็กตัวใหญ่มันสามานย์อย่างไร การตาสว่างไม่ได้เป็นผลงานของศาสดาคนใดทั้งสิ้น แต่มันมาจากการร่วมกันต่อสู้ของมวลชนครั้งแล้วครั้งเล่า ปัญหาหลักๆ มันอยู่ที่ฝ่ายตรงข้ามมันคุมกลไกทั้งหมดไว้และพร้อมที่จะใช้วิธีการสกปรกในทุกรูปแบบ

แนวทางที่เหมาะสมกับการต่อสู่กับพวกนี้คือ การใช้มวลชนและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ก้าวหน้าที่กล้าไปใกลมากกว่ากรอบของอำมาตย์เท่านั้น การที่แกนนำเสื้อแดงถูกปล่อยตัวก็มาจากการเคลื่อนไหวของมวลชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแกนนำเองก็ได้ออกมายอมรับและขอบคุณมวลชน........นี่แหละคือความสำคัญของแนวมวลชน

คำถามที่สำคัญมากๆ คือ มวลชนจะควบคุมแกนนำให้ไปในทิศทางที่พวกเราต้องการได้อย่างไร และ มวลชนจะผลักดันความก้าวหน้าให้ออกดอกออกผลได้อย่างไร เช่น เรื่องยกเลิก 112 และนโยบายต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งการชุมนุมที่ผ่านๆมา มวลชนมีการชูป้ายไม่เอา 112 เป็นเรื่องที่ดีมากและต้องขยายพฤติกรรมนี้  เพราะมันจะทำให้มวลชนคนอื่นๆเห็น และร่วมกดดันแกนนำให้หันมาพูดเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที แกนนำจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ได้ ถ้ามวลชนกดดำแกนนำอย่างสม่ำเสมอ วิธีการนี้ก็เช่นเดียวกันกับ “นโยบายทางการเมืองที่เป็นประโยชน์กับคนเสื้อแดง” ปัจจุบันเพื่อไทย ไม่ได้มีข้อเสนอใหม่ๆ นอกจากกินบุญเก่าของไทยรักไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งปรับปรุงอย่างเร่งด่วนในสนามการเลือกตั้ง ทีวกมาสู่มวลชน พวกเราอยากจะได้อะไร อยากให้ประเทศไทยเป็นอย่างไร เขียนป้าย ผลิตข้อเรียกร้องออกมา และมาเริ่มรณรงค์ในหมู่มวลชน รวมถึงคนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคเพื่อไทยควรจะต้องมาจากเสื้อแดงธรรมดาจากเขตต่างๆ ซึ่งจะเป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์เข้มข้น ซึ่งนักการเมืองโดยส่วนใหญ่ของพรรคเพื่อไทยไม่ค่อยมี จากนั้นก็ให้เป็นการกดดันจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน แทนที่จะปล่อยให้การนำระดับบนเป็นผู้กำหนดเพียงฝ่ายเดียว เรื่องเหล่านี้มันสามารถเกิดขึ้น

ทีนี้แนวทางการใช้อาวุธถูกพิสูจน์หลายครั้งว่ามีความผิดพลาด และเป็นจุดอ่อนสำคัญ บทเรียนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คือประสบการณ์การต่อสู่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งท้ายที่สุดประสบความพ่ายแพ้แก่รัฐไทย ประเด็นนี้เลี้ยวซ้ายได้นำเสนอบทความในหลายๆวาระ หลายๆโอกาส หากท่านผู้อ่านสนใจขอแนะนำให้ไปค้นคว้าเพิ่มเติมได้ บทเรียนในระดับสากลสดๆร้อนๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ การต่อสู้ในลิเบีย ที่พัฒนามาถึงจุดที่เป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธ

ถึงแม้ว่าการต่อสู้ในลิเบียจะเริ่มต้นจากกระแสลุกขึ้นสู้ในตะวันออกกลางที่ประชาชนลุกขึ้นมาโค่นล้มเผด็จการ  สองประเทศก่อนหน้านี้ที่ประสบความสำเร็จ คืออิยิปต์และตูนีเซีย ประสบความสำเร็จและได้รับชัยชนะ ปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมากในสองประเทศคือการร่วมสำแดงพลังกำลังของกรรมาชีพ ทั้งสองประเทศมีการนัดหยุดงานทั่วไปในระดับประเทศเพื่อสนับสนุนและเสริมความแขงแกร่งให้กับการชุมนุมจนนำไปสู่การปฏิวัติของมวลชน ในกรณีของอียิปต์ หลังจากล้มเผด็จการมูบารักได้แล้ว แต่การนัดหยุดงานในสถานที่ต่างๆ ยังมีต่อไปเพื่อขับไล่ผู้บริหารสายมูบารัก ในแง่ความสัมพันธ์กับทหารนั้น มวลชนชาวอียิปต์ไม่ได้ไว้ใจทหาร แต่พยายามชวนทหารผู้น้อยมาเป็นพวก และแสดงความหวาดระแวงตลอดเวลา รวมถึงกดดันทหารด้วยมวลชนจนทหารไม่กล้าปราบประชาชน เมื่อทหารออกมารักษาการรัฐบาลชั่วคราวและมีท่าทีตุกติก มวลชนออกมาทันที มันคือการปฏิวัติโดยมวลชนจริงๆ ซึ่งเราต้องติดตามการเติบโตนี้ต่อไป

ในกรณีของลิเบียถึงแม้จะมีการเปลี่ยนข้างของทหารบางส่วนแต่แนวทางนี้มันก็ไม่ได้เป็นหลักประกันที่จะทำให้การต่อสู้ประสบความสำเร็จ อนึ่งมันเป็นการเพิ่มข้ออ้างให้ฝ่ายกัดดาฟีใช้กำลังอาวุธเข้ามาปราบปราม ซึ่งถ้ามองเปรียบเทียบกับสองประเทศแรกนั้น มันมีจุดอ่อนในบทเรียนในประเด็นสำคัญๆ คือในลิเบียไม่มีการขยายมวลชนที่เน้นการต่อสู้ในสถานที่ทำงาน ซึ่งจะทำให้สามารถนำไปสู่การนัดหยุดงานทั้วไป ทั้งๆที่ในลิเบียมีสถานที่ทำงานที่มีความสำคัญๆหลายแห่งที่มีศักยภาพทำให้ฝ่ายกัดดาฟีมีจุดอ่อน เช่น โรงงานกลั่นน้ำมัน และท่าเรือ ยุทธศาสตร์นี้จะเพิ่มพลังให้กับการชุมนุมของมวลชนเหมือนที่เกิดขึ้นในอียิปต์และตูนีเซีย

ในแง่ลักษณะของชนชั้นปกครองของลิเบียนั้นมีลักษณะเป็นครอบครัวการถ่วงดุลอำนาจในหมู่ชนชั้นปกครองไม่ค่อยมี คือ เป็นเผด็จการเข้มข้นมากกว่า ฉะนั้นการใช้ความรุนแรงจะออกมาในลักษณะสุดขั้ว ในกรณีของอียิปต์ที่ประกอบไปด้วยหลายส่วน และถ้าสถานการณ์มันแหลมคมมากๆที่จะทำให้โครงสร้างเก่าทั้งระบบมันล้มไป ทำให้ชนชั้นปกครองส่วนอื่นๆของอิยิปต์มันเลือกที่จะปกป้องโครงสร้างมากกว่าที่จะรักษาตัวบุคคลไว้ ฉะนั้นเราจะเห็นภาพบางส่วนที่ขอร้องให้มูบารักออกไปเสีย เป็นการเดินตามหลังตามหลังมวลชนเพื่อรักษาระบบของพวกมันไว้

สถานการณ์ของลิเบียเพิ่มความยุ่งเหยิงเข้าไปอีกเมื่อ UN เข้ามาแทรกแซง ซึ่งประเด็นนี้ชาวเลี้ยวซ้ายต้องมองในกรอบของจักรวรรดินิยมเท่านั้น บทบาทของ UN ในหลายๆครั้งรวมถึงครั้งนี้เป็นการแซกแทรงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางด้านน้ำมันของประเทศตะวันตกเป็นหลัก ประเด็นนี้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อมองเปรียบเทียบ ในกรณีของอียิปต์ ตะวันกตกเลือกเข้าข้างเผด็จการมูบารักแทนที่จะหนุนเสริมฝ่ายประชาธิปไตย ประชาชนชาวอียิปต์ไม่ได้พึ่งกองกำลังของตะวันตก พวกเขาโค่นล้มเผด็จการด้วยกำลังของพวกเขาเอง อีกหนึ่งตัวอย่าง ประเทศเยเมนต์กำลังมีการต่อสู้ที่ดุเดือด โดยประเทศซาอุดิอารเบีย ส่งกองกำลังทหารเข้าไปร่วมเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างป่าเถื่อน แต่ไม่มีรัฐบาลตะวันตกหน้าไหนกระดิกตัวทำอะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งการประณามด้วยวาจา หรือกรณีของอิสราเอล ฉะนั้นการแทรกแซงของตัวตกในตะวันออกกลางมีเหตุผลเดียวเท่านั้น คือปกป้องผลประโยชน์ของจักรวรรดินิยม

อีกคำถามหนึ่งที่เป็นข้อถกเถียงอยู่ในใจของหลายๆคน คือ ถ้าตะวันตกไม่เข้ามาแทรกแซง ฝ่ายประชาธิปไตยก็ถูกฆ่าหมดโดยเผด็จการกัดดาฟี

ประเด็นแรก เพื่อตอบคำถามนี้สิ่งหนึ่งเราไม่ควรลืมคือ รัฐบาลตะวันตกเป็นคนขายอาวุธให้พวกเผด็จการเหล่านี้ตั้งแต่ต้น คำถามที่สำคัญ คือขายอาวุธให้โจรทำไม? ถ้ารักประชาธิปไตย หรือในขณะที่ประชาชนชาวอียิปต์กำลังต่อสู้โค่นล้มเผด็จการมูบารัก นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดวิท คาเมรอน ทัวร์ตะวันออกกลางเพื่อขายอาวุธให้พวกนี้เผด็จการ!! นี่หรือคือคนที่รักประชาธิปไตย

ประเด็นที่สอง การทิ้งระเบิดของตะวันตกถึงแม้ว่าจะทิ้งระเบิดลงเพื่อสะกัดทหารของกัดดาฟี แต่มันกลับทำให้พลเรือนจำนวนมากเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นการตายไม่ลดลง แต่จำนวนศพจะเพิ่มทวีมากขึ้นในลักษณะการสู้แบบสงคราม ...........ฉะนั้นการแทรกแซงของตะวันตกจึงไม่ใช่คำตอบ  

แล้วมันจะจบอย่างไร? ใครจะคุมน้ำมัน? และลิเบียจะเป็นประชาธิปไตยจริงๆหรือ? ดูกรณีของอิรัก ซึ่งเรื่องยังไม่จบและมีการฆ่ากันอยู่เป็นระยะๆ หรือกรณีของอัฟกานิสถาน