วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

ไว้อาลัย ไม้หนึ่ง ก.กุนที วีรบุรุษประชาธิปไตย

ไว้อาลัย ไม้หนึ่ง ก.กุนที วีรบุรุษประชาธิปไตย

กองบรรณาธิการ เลี้ยวซ้าย

การฆ่า ไม้หนึ่ง ก.กุนที ถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อเราทุกคน และเป็นอาชญากรรมต่อประชาธิปไตยไทยด้วย ไม้หนึ่งต่อต้านรัฐประหาร ๑๙ กันยา และการทำลายประชาธิปไตยของฝ่ายอำมาตย์มาตลอด เขาคัดค้านกฏหมายเผด็จการ 112 เขารณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมือง และเขาใช้ปากกาเป็นอาวุธ กลอนและบทกวีของเขาคงสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายต้านประชาธิปไตยไม่น้อย



     เมื่อไม่กี่วันนี้ปฏิกูลทางสังคม ในรูปแบบนายเหรียญทอง แน่นหนา ได้ก่อตั้งองค์กรฟาสซิสต์ที่เรียกตัวเองว่า “องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน” ซึ่งมีเป้าหมายในการล่าแม่มด ทำลายเสรีภาพ กดดันให้คนในครอบครัวเดียวกันทะเลาะกัน และที่สำคัญคือ ยุให้อันธพาลใช้ความรุนแรงกับผู้ที่เห็นต่าง วันนี้เขาได้ผลงานชิ้นแรกด้วยศพของ ไม้หนึ่ง ก.กุนที
     แต่พวกมือเปื้อนเลือดมีมากกว่านี้ เครือข่ายเสื้อเหลือง สลิ่ม ม็อบสุเทพ ทหาร พรรคประชาธิปัตย์ ข้าราชการชั้นสูง องค์กรที่ “อิสระ” จากกระบวนการประชาธิปไตย นักวิชาการฝ่ายขวา และแกนนำเอ็นจีโอเหลือง ล้วนแต่สนับสนุนหรือก่อรัฐประหาร และร่วมสนับสนุนการฆ่าเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตย พวกคลั่งความอนุรักษ์นิยมเหล่านี้ เห่าหอนทุกวันว่าต้องใช้กฏหมาย 112 กับฝ่ายประชาธิปไตย และเพิกเฉยหรือถือหางสนับสนุนม็อบอันธพาลของสุเทพที่ใช้อาวุธปืนอย่างเปิดเผยบนท้องถนน
     เราต้องไม่ยอมให้ ไม้หนึ่ง ก.กุนที ตายฟรีๆ
     พวกต้านประชาธิปไตยต้องการให้เรากลัว เพราะฝ่ายเขาพร้อมจะฆ่าคนแล้วรู้ว่าตนเองจะลอยนวล เราต้องข้ามพ้นความกลัวด้วยความสมานฉันท์
     พวกเขาต้องการกดดันให้เรายอม ถ้าเรายอมให้เผด็จการครองเมือง ไม้หนึ่ง ก.กุนที จะตายฟรีๆ
     พวกเขา และนักวิชาการกับนักเอ็นจีโอบางคน เสนอว่าฝ่ายประชาธิปไตยต้องประนีประนอมกับเผด็จการ มีการพูดว่าต้อง”ยื่นหมูยื่นแมว” แต่นั้นคือแนวทางที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบ ไม้หนึ่ง ก.กุนที ก็จะตายฟรีๆ เช่นกัน
     หลายคนคงโกรธแค้นและอยากเอาคืน เราต้องแก้แค้น แต่ต้องแก้แค้นด้วยการใช้ปัญญา ไม่ใช่ไปโต้ตอบพวกอันธพาลด้วยความรุนแรง หรือด้วยนิยายเรื่องการจับอาวุธ อย่าลืมว่าพวกเขาโหดกว่าเราและไม่เคยเคารพเพื่อนมนุษย์
     การแก้แค้นที่แท้จริงจะมาจากการจัดตั้งมวลชน ให้กล้าสู้ต่อไปในขณะที่ นปช. และพรรคเพื่อไทยไม่อยากสู้จริง การเน้นการจัดตั้งมวลชนอาจดูไม่น่าตื่นเต้น แต่เมื่อทำได้จริง พลังมวลชนจะไม่มีใครต้านได้

     ถ้าท่านโกรธแค้นเรื่องการสังหาร ไม้หนึ่ง ก.กุนที จงรวมตัวกัน ร่วมกันสร้างเครือข่าย ร่วมกันสร้างองค์กร ร่วมกันสร้างพรรคก้าวหน้า จับมือกับชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงานและเกษตรกรรายย่อย เดินหน้าพร้อมกัน เพื่อกวาดล้างอำมาตย์ให้หมดไป และเพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

หลายคนไม่พอใจที่สหภาพแรงงาน กฟผ. สนับสนุนม็อบสุเทพ และตั้งคำถามว่า “ทำไม?”

หลายคนไม่พอใจที่สหภาพแรงงาน กฟผ. สนับสนุนม็อบสุเทพ และตั้งคำถามว่า “ทำไม?”

ใจ อึ๊งภากรณ์

     แน่นอนเราต้องไม่พอใจ แต่คำถามต่อมาคือ ฝ่ายเสื้อแดง หรือฝ่ายประชาธิปไตยลงไปจัดตั้งกรรมาชีพสหภาพแรงงาน ให้มีการเมืองก้าวหน้าบ้างไหม? หรือปล่อยให้พวกล้าหลังผูกขาดการนำ? คำตอบคือไม่ค่อยมีใครในขบวนการเสื้อแดงที่สนใจลงไปจัดตั้งร่วมสู้กับสหภาพแรงงาน



     คำอธิบายว่า “ทำไม” กรรมาชีพรัฐวิสาหกิจบางส่วนล้าหลัง ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนกินเงินเดือนและสวัสดิการสูง ถ้าเราดูอุตสาหกรรมยานยนต์ในภาคตะวันออกติดฝั่งทะเลของไทย เราจะเห็นคนงานที่มีฝีมือและกินเงินเดือนกับสวัสดิการที่ดีพอสมควร แต่ในกรณีนี้มีนักสหภาพแรงงานก้าวหน้าไปเคลื่อนไหว ขบวนการแรงงานในภูมภาคนี้จึงแยกเป็นเหลืองกับแดงที่แข่งกันนำทางการเมือง
     สมศักดิ์ โกศัยสุข และพรรคพวก เช่นศิริชัย ไม้งาม มีอิทธิพลในบางส่วนของขบวนการแรงงานเท่านั้น ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐวิสาหกิจ รถไฟ การบินไทย และ กฟผ. (ในรูป) แต่ที่เห็นออกมาสนับสนุนพันธมิตรฯกับม็อบสุเทพ ก็เป็นคนส่วนน้อยของพนักงานทั้งหมด ปัญหาของแกนนำสหภาพแรงงาน กฟผ. เช่น ศิริชัย ไม้งาม  คือ (๑) ไม่สนใจสร้างผู้แทนสหภาพระดับรากหญ้าในทุกแผนก ซึ่งผมเคยเสนอ แต่เขาไม่สนใจ เขาจึงไม่สามารถนัดหยุดงานได้เพื่อต้านการแปรรูป (๒) แกนนำ รวมถึงคนอย่างสมศักดิ์ และศิริชัย ซึ่งไม่เคยนำการนัดหยุดงานเพื่อประโยชน์คนงานได้สำเร็จ มักหันไปพึ่งผู้บริหาร และในที่สุดไปพึ่งอำมาตย์ แต่อำมาตย์ไม่เคยสนใจปัญหาคนทำงานอย่างจริงจัง ดังนั้นถ้าฝ่ายประชาธิปไตยลงไปจัดตั้งแข่งกับเสื้อเหลือง คงมีโอกาสในระยะยาว

     การมีเงินเดือนประจำหรือสวัสดิการไม่เคยเป็นเรื่องชี้ขาดว่ากรรมาชีพจะสู้หรือไม่ ตรงกันข้ามมันสะท้อนอำนาจต่อรองที่นำไปสู่การขึ้นเงินเดือนและสวัสดิการ และการมีเงินเดือนกับสวัสดิการไม่เคยจำแนกคนว่าเป็นกรรมาชีพหรือไม่ อันนี้เป็นนิยายเก่าที่วนซ้ำทั่วโลก มันอธิบายไม่ได้ว่าทำไมในยุโรปตะวันตก อียิปต์ เกาหลีใต้ ลาตินอเมริกา หรือแม้แต่ในย่านอุตสาหกรรมยานยนต์ฝั่งตะวันออกของไทย คนงานประเภทกินเงินเดือน ครู แพทย์ คนงานเหมืองแร่ ฯลฯ นัดหยุดงานและมีสหภาพแรงงานก้าวหน้า ประเด็น กฟผ. อยู่ที่การเมืองและลักษณะการจัดตั้ง ในมุมกลับเราจะเห็นคนยากจนในสลัมไทย ที่ถูกจัดตั้งโดยเอ็นจีโอเหลืองด้วย

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่

วัฒนะ วรรณ

ไม่มีอะไรเกินคาดการณ์ กกต ไม่จัดการเลือกตั้ง องค์กรอิสระ จ้องรอฟันรัฐบาลเพื่อไทย ให้พ้นไปจากเส้นทางการเมือง หาช่อง หาทาง ให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจบริหาร เพื่อที่จะแต่งตั้งคนของตนเข้ากุมอำนาจรัฐ สิ่งที่รออยู่ตอนนี้ก็มีแค่เวลาเท่านั้น ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อนมากกว่านี้



ในเมื่อเรารู้ เพื่อไทยรู้ นปช รู้ เหตุฉะไหน ฝ่ายประชาธิปไตย ช่างดูเงียบงัน รอวันให้เขารัฐประหารสำเร็จสมบูรณ์
หรือเป็นเพราะเพื่อไทย กำลังพยายามเจรจา หวังพึ่งอำนาจนำให้ช่วยเหลือ ยอมความกันได้ ตามข่าวคราวที่ออกมาเป็นระยะๆ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็เท่ากับยอมจำนนต่อโครงสร้างอำนาจ ที่ไม่อิงอยู่กับประชาธิปไตย หากเป็นเช่นนั้นจริง รัฐบาลเพื่อไทย อาจจะอยู่ได้ องค์กรโครงสร้างอำมาตย์ก็จะอยู่ได้ สังคมไทย ก็แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย

กลไกอำนาจทางการเมืองก็ยังจะถูกควบคุมขัดขวาง จากโครงการสร้างอำนาจเผด็จการอยู่ร่ำไป แล้วการต่อสู้ที่ผ่านๆมา ก็ดูเหมือนจะไร้ค่า สูญเปล่า

ข้อสันนิฐานนี้มีความน่าจะเป็นอยู่มาก เมื่อคิดย้อนกลับไป ตลอดสองปีของรัฐบาลเพื่อไทย ที่ไม่มีท่าทีจะต่อกรกับโครงสร้างอำนาจเผด็จการเลยแม้แต่น้อย ไม่มีการลดงบประมาณทหาร ไม่ยอมลงนามศาลอาญาระหว่างประเทศ ให้มาดำเนินการสอบสวนอาชญากรรมรัฐที่กระทำต่อประชาชน ไม่มีความพยายามจะต่อกรกับอำนาจกองทัพ ที่มีส่วนในการรัฐประหาร โดยการปลดผู้นำกองทัพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปราบสังหารประชาชน ที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่มีความพยายามจะต่อสู้กับศาลรัฐธรรมนูญที่ก้าวล้ำอำนาจของฝ่ายบริหาร ที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน และฉากสุดท้ายคือการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง อภัยให้กับคนผิดโดยที่ยังไม่มีการไต่สวน รับผิด ลงโทษใดๆ ทั้งสิ้น

นี่คือสิ่งที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยทำ และ นปช ก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลเพื่อไทย แยกไม่ขาดออกจากกัน มันจึงเป็นภาพที่ช่วยให้เราคาดการณ์ ขณะนี้รัฐบาลเพื่อไทยกำลังจะกระทำเพียงเจรจาต่อรองกับฝ่ายอำมาตย์ เพื่อแบ่งแชร์อำนาจ และผลประโยชน์ทางการเมืองกันเท่านั้น

การชุมนุมของ นปช ที่ถนนอักษะ ไร้ยุทธศาสตร์ที่จะไปข้างหน้า เท่ากับเป็นเพียงการระดมมวลชนเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ให้กับพรรคเพื่อไทยเพียงเท่านั้น

แต่ไม่ได้หมายความว่า มวลชน คนเสื้อแดง คนรักประชาธิปไตย ที่ออกมาชุมนุม ในสถานที่ต่างๆ จะไร้เดียงสา ไม่ตระหนักรู้ในเรื่องเหล่านี้ ตรงข้าม มวลชน คนเสื้อแดง คนรักประชาธิปไตย ที่ออกมาชุมนุม ต่างก็ทราบเงื่อนไขเหล่านี้ดีพอสมควร บางท่าน ก็คิดว่าต้องสามัคคีกับเพื่อไทย นปช เพื่อต่อสู้กับอำมาตย์ บางท่านก็หมดหวัง คาดหวังให้เกิดการประนีประนอมยอมความกันไป เพราะต่อสู้มานาน เหนื่อยอ่อน ไม่เห็นอนาคต ที่จะเอาชนะได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

คำถามคือ ถ้าเราประนีประนอมแล้ว จะเกิดผลเช่นไรต่อสังคมไทย ต่อระบอบประชาธิปไตย ต่อการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต่อความเท่าเทียมกันทางการเมือง ต่อความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ

คำตอบ จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ จากการประนีประนอม คุกจะมีไว้ขังคนจน คนไร้อำนาจ อยู่เช่นเดิม การกดขี่ ดูถูก ดูแคลน คนยากจน คนชนบท จากผู้รากมากดี คนร่ำคนรวยในเมืองจะมีต่อไป การกระจายงบประมาณรัฐให้ถ้วนทั่ว ไปยังพื้นที่นอกเมืองหลวง ก็จะหยุดชะงักไม่เกิดขึ้น คุณภาพทางการศึกษา คุณภาพทางสาธารณสุข จะไม่เกิดขึ้น งบประมาณจำนวนมากจะกระจุกอยู่ในกองทัพ และงานพิธีกรรมต่างๆ ที่ห่างไกลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น

เพื่อนนักโทษการเมืองทั้งที่ถูกจองจำในคุกตาราง ทั้งที่ลี้ภัยการเมืองในต่างแดน ก็จะไม่มีวันได้รับความยุติธรรม อิสรภาพ
ทั้งหมดทั้งมวล คือสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าหากเรายอมรับการประนีประนอม เราจะไม่เหลือสิ่งใดให้หวัง เราจะถูกกระทำย่ำยี ที่หนักหน่วงกว่าที่ผ่านมา เราจะยอมรับ สิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่

ถ้ายอมรับไม่ได้ ก็ต้องหันหน้าสู้ ตั้งขบวนกันใหม่ ให้เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม แน่นอนแนวทางเพื่อไทย ร่วมถึง นปช ไม่มีการแสดงออกสิ่งใดๆ ที่จะรุกขึ้นสู้ อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเราจะพิจาณาในเหตุการณ์เฉพาะหน้า มวลชนที่ยังมีไฟ ใฝ่ฝันถึงสังคมที่ดีงาม ควรจะต้องกระทำการบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป้าหมายสองทาง คือ หนึ่ง กดดันเพื่อไทย และ นปช ให้เดินหน้า และสอง สร้างพลังประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า

หากจะให้บรรลุผลตามที่ว่า จะต้องมีความพยายาม หาทางร่วมมือกันในหมู่องค์กรประชาธิปไตยต่างๆ ให้จงได้ ไม่ว่าจะเป็น สหภาพแรงงานแดง องค์กรชุมชนเสื้อแดง องค์กรอิสระเสื้อแดง คณะนิติราษฎร์ สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย รวมถึงปัญญาชนประชาธิปไตยอื่นๆ เพื่อสร้างความร่วมมือ หายุทธศาสตร์ร่วมกัน

แน่นอน สิ่งที่พูด สิ่งที่คิด ณ เวลานี้ ดูจะเป็นเรื่องยากมาก หลายองค์กร หลายหน่วยประชาธิปไตย ล้วนมีประเด็น มียุทธศาสตร์ของตนเอง มีความเหมือน มีความต่าง ที่ยากเหลือเกินที่จะรวมกันได้เป็นปึกแผ่น ในเร็ววัน แต่ก็คาดหวังว่า แต่ละกลุ่มแต่ละองค์กร จะบรรจุแนวทางการสร้างขบวนประชาธิปไตยใหม่เอาไว้ ในนโยบายของของกลุ่มตน เพื่อเป็นแนวทางเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย อย่างน้อยๆ ก็จะช่วยให้เราได้ลองผิดลองถูก ในการแสวงหาแนวร่วมได้ในอนาคต

ถ้าขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ก่อรูป และเติบใหญ่ได้ ก็เท่ากับเป็นการกดดันพรรคเพื่อไทย และ นปช ให้เดินหน้าสู้มากขึ้น ขยายแนวร่วมมากขึ้น เพื่อจะไม่ให้เสียคะแนนนิยมทางการเมือง


ฉะนั้น การสร้างขบวนการประชาธิปไตยใหม่ จึงมิใช่ให้เกิดความแตกแยกในหมู่ผู้รักประชาธิปไตยด้วยกัน แต่กลับเป็นแนวทาง ผลักดันขบวนการต่างๆ ให้ช่วยกันแสวงหา แนวทางใหม่ๆ ยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ในการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

การเลือกตั้งในอินเดีย ฝ่ายขวากึ่งฟาสซิสต์มาแรง

การเลือกตั้งในอินเดีย  ฝ่ายขวากึ่งฟาสซิสต์มาแรง
กองบรรณาธิการเลี้ยวซ้าย


ประชาชนที่รักเสรีภาพและขบวนการฝ่ายซ้ายในอินเดียกำลังกังวลเรื่องชัยชนะของพรรค Bharatiya Janata Party (BJP) ในการเลือกตั้งรอบปัจจุบัน
     นาเรนดา โมดี ผู้นำพรรค BJP เป็นหัวหน้าแก๊งค์อันธพาลที่อ้างว่าอยู่เคียงข้างคนจน ในความเป็นจริงพวกเขาต้องการจะเปลี่ยนอินเดียให้เป็นรัฐฮินดู และทำให้ชาวมุสลิมและคนกลุ่มน้อยอื่นๆ เป็นพลเมืองชั้นสอง

     โมดี เป็นสมาชิก Rashtriya Swayamsevak Sangh (RSS) ซึ่งเป็นองค์กรฟาสซิสต์ภายในพรรค BJP โมดี เน้นการรณรงค์ความเป็นเชื้อชาติบริสุทธิของชาวฮินดู โดยการปลุกระดมชาวฮินดูชาตินิยมจัดทำลาย มัสยิสที่สำคัญของชาวมุสลิม เป็นชนวนให้เกิดความรุนแรงทั่วทั้งประเทศในช่วง 1990-92


     เมื่อเขาเป็นผู้ว่าราชการ รัฐกุจารัด ในปี 2002 มีการก่อจราจลและไล่ฆ่าชาวมุสลิมคาดว่าตาย 2000 ศพ พวกอันธพาลบางครั้งนับเป็นพัน ถือดาป ระเบิด และ ถังก๊าช เพื่อจัดการกับชาวมุสลิม องค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch รายงานว่าพวกม๊อบอันธพาลเหล่านี้ ได้รับการประสานงานช่วยเหลือจากตำรวจและองค์กรบริหารของรัฐกุจารัด แต่ปรากฎว่าไม่มีใครถูกลงโทษ
     ความล้มเหลวของพรรคคองเกรส ซึ่งปกครองอินเดียมาตั้งแต่ปี 2004 และหลายช่วงก่อนหน้านั้น พร้อมกับความล้มเหลวของพรรคคอมมิวนิสต์อินเดีย ทำให้ประชาชนหันไปเลือกพรรค BJP
พรรคคองเกรสเคยสัญญาว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวและมีการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ในไม่ช้ามันกลายเป็นสัญญาจอมปลอม ตอนเศรษฐกิจขยายตัวและตอนที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วคนจนก็จนลงเรื่อยๆ และไม่มีใครคิดว่าพรรคคองเกรสจะมาช่วยเขา
      ในอดีตพรรคคอมมิวนิสต์มีมวลชนเป็นล้านเมื่อพรรคนำการนัดหยุดงานและการยึดที่ดินให้เกษตรทำกิน อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2007 พรรคคอมมิวนิสต์หันไปสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ให้ประโยชน์กับนายทุนและคนรวย ผลคือเสียงสนับสนุนในรัฐเคราลาและรัฐเบงกอลตะวันตกสูญหายไป
     ในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนคนงานมุสลิมและคนฮินดูสามัคคีกัน ซึ่งกีดกันไม่ให้องค์กรฟาสซิสต์ RSS เข้ามามีอิทธิพล แต่ในยุคนี้หลายกลุ่มหลายองค์กรกำลังฉวยโอกาสกับความอ่อนแอของพรรคคอมมิวนิสต์
     เมื่อไม่นานมานี้นักเขียนผู้มีชื่อเสียงของอินเดียหลายคนได้เขียนจดหมายเปิดผนึก เพื่อเตือนประชาชนว่าชัยชนะของ BJP จะนำไปสู่โศกนาฎกรรม
     ในรัฐกุจารัด รัฐบาลท้องถิ่นของพรรค BJP ภายใต้โมดี ใช้นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมกลไกตลาดเพื่อเอาใจนักลงทุน นี่คือสาเหตุที่นายทุนใหญ่หันไปชื่นชมพรรค BJP ในช่วงนี้ ทั้งนายทุนใหญ่อินเดียและรัฐบาลสหรัฐอเมริกามีความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะลดภาษีให้กลุ่มทุนและเปิดโอกาสให้มีการลงทุนจากภายนอกประเทศ

     ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งในอินเดียคนรวยของประเทศจะได้รัฐบาลที่ปกป้องผลประโยชน์ของเขา 

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

ผลของอาหรับสปริงกับการสร้างประชาธิปไตย

 ผลของอาหรับสปริงกับการสร้างประชาธิปไตย




กลุ่มศึกษาเลี้ยวซ้าย 16 เมษา พิจารณาผลการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง โดยเปรียบเทียบแนวมวลชนที่ทำแนวร่วมกับขบวนการแรงงานในอียิปต์และตูนีเซีย กับแนวจับอาวุธที่เปิดช่องให้จักรวรรดินิยมทุกฝ่ายแทรกแซงในลิบเบียและซิเรีย ซึ่งส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองและเบี่ยงเบนการต่อสู้ ท้ายสุดมีการพิจารณาว่าที่อียิปต์หลังจากที่ทหารยึดอำนาจ แนวทางประชาธิปไตยยังมีอนาคตหรือไม่ เชิญดูวิดีโอ และในอนาคตเชิญเข้าร่วมกลุ่มศึกษาอื่นด้วย ถ้าสนใจแนวทางเราเชิญสมัครเป็นสมาชิกเลี้ยวซ้าย เพื่อร่วมสร้างองค์กรสังคมนิยมในไทย



วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

กฏหมาย 112 เป็นผ้าดำที่ทำลายการใช้ปัญญา

กฏหมาย 112 เป็นผ้าดำที่ทำลายการใช้ปัญญา
ใจ อึ๊งภากรณ์
ปัญหาของกฏหมาย 112 ถูกเปิดโปงอีกครั้งผ่านกรณีคำพูดของ โกตี๋ ในคลิปวิดีโอช่อง VICE เพราะการใช้ 112 ในสังคมกลายเป็นการระงับการพูดคุย เขียนวิเคราะห์ หรือแลกเปลี่ยน เกี่ยวกับวิกฤตทางการเมืองของไทย


     ความคิดหรือมุมมองของ โกตี๋ คงจะเป็นมุมมองของคนไทยไม่น้อย เพราะเมื่อมีการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทหารมีการผูกโบสีเหลือง และถ่ายภาพในพระราชวัง แถมชื่อของคณะทหารเผด็จการก็เอ่ยถึงประมุข และเราก็ทราบดีว่าทหารเผด็จการ พันธมิตรฯ ม็อบสุเทพ และพวกที่ต้องการทำลายประชาธิปไตยในอดีตและปัจจุบัน มักจะอ้างว่าตนเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสถาบัน
     ในความเห็นของผม โกตี๋ เขาวิเคราะห์ผิด ศัตรูหลักของนักประชาธิปไตยคือกองทัพ ข้าราชการชั้นสูง นายทุนใหญ่ และชนชั้นกลางปฏิกิริยา ไม่ว่าจะเป็นอธิการบดี เอ็นจีโอ หรือนักการเมืองประชาธิปัตย์ แต่ในเมื่อกฏหมาย 112 นำผ้าดำมาครอบสังคมไทย การใช้เหตุผลเพื่อถกเถียงเกี่ยวกับกลุ่มอำนาจที่ทำลายประชาธิปไตย แปรไปเป็นการแอบฟังข่าวลือ และเชื่อในเรื่องลึกๆ ลับๆ
     ล่าสุดสภาทนายความออกมาพูดแบบปัญญาอ่อนว่าการเรียกร้องให้ปฏิรูปกฏหมาย 112 ของ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เป็นการ “หมิ่นเบื้องสูง” การเสนอแบบนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก มันสอดคล้องกับศาลรัฐธรรมนูญที่มองแบบผิดๆ ว่ารัฐสภา “ไม่มีสิทธิ์” แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ สว. ทุกคนมาจากการเลือกตั้ง สรุปแล้วพวกไดโนเสาร์เหล่านี้มองว่าพลเมืองไทยไม่มีสิทธิ์ปฏิรูปอะไรเลยเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย
     การกล่าวอ้อมๆ ถึงอำนาจเบ็ดเสร็จที่หลายคนพูดว่าอยู่เหนือเรา เป็นผลจากกฏหมาย 112 และที่สำคัญคือ มีประโยชน์กับทั้งฝ่ายอำมาตย์ และฝ่ายเพื่อไทย
     สำหรับกองทัพ ข้าราชการชั้นสูง นายทุนใหญ่ และชนชั้นกลางปฏิกิริยา การเสนอเรื่องนี้ กลายเป็นเงื่อนไขในการที่เขาจะอ้างความชอบธรรมจากเบื้องบน โดยที่ไม่มีใครสามารถตรวจสอบความจริงได้เลย และยังเป็นวิธีสำคัญที่หวังจะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยหดหู่และสรุปว่าคง “สู้ไม่ได้”
     สำหรับเพื่อไทย ความคิดเรื่องอำนาจเบ็ดเสร็จที่อยู่เหนือเรา กลายเป็นข้ออ้างในการปรองดองประนีประนอมกับฝ่ายอำมาตย์บนซากศพวีรชน นี่คือสาเหตุที่ยิ่งลักษณ์อยากดำเนินเรื่องกับ โกตี๋ อีกสาเหตุหนึ่งก็เพื่อ “พิสูจน์” ว่าทักษิณไม่ใช่ฝ่ายล้มเจ้าอย่างที่พวกเสื้อเหลืองกล่าวหา แต่ทักษิณมีมุมมองต่อสถาบันกษัตริย์เหมือน ผบทบ. และฝ่ายอำมาตย์อื่นๆ

     ถ้าเราไม่ยกเลิกกฏหมาย 112 สังคมไทยจะจมอยู่ในความโง่เขลาไร้ปัญญาของเผด็จการ

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

เสื้อแดงต้องปกป้องประชาธิปไตย และต้องเดินหน้าพัฒนาเสรีภาพด้วย

เสื้อแดงต้องปกป้องประชาธิปไตย และต้องเดินหน้าพัฒนาเสรีภาพด้วย
ใจ อึ๊งภากรณ์
การชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการปกป้องประชาธิปไตยจากอำนาจเถื่อน ซึ่งประกอบไปด้วยม็อบสุเทพ ตุลาการเอียงข้าง องค์กร “อิสระจากกระบวนการประชาธิปไตย” กองทัพบก ฝูงอธิการบดีรักเผด็จการ และเอ็นจีโอที่ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เพราะถ้าปล่อยให้ฝ่ายปฏิกิริยาชุมนุมอยู่ฝ่ายเดียว ก็เหมือนว่าฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีพลังและไม่มีเสียง การปักธงของเสื้อแดงว่า ถ้ามีการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือล้มระบบการเลือกตั้งและนำระบบแต่งตั้งของอำมาตย์เข้ามาแทนที่ ประชาชนจำนวนมากจะไม่ยอมรับ สำคัญมากแต่ไม่เพียงพอ

     เราต้องไม่นิ่งนอนใจ และต้องระวังการนำจากพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. เราต้องระวังการที่เขาจะพาเราไปยอมจำนนเพื่อประนีประนอมกับฝ่ายตรงข้าม เพราะถ้ามวลชนเสื้อแดงไม่จัดตั้งอิสระและนำตนเอง พอถึงจุดแตกหัก แกนนำก็จะเป่าหูและโฆษณาว่าต้องถอยคนละก้าวเพื่อความสงบ อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยแสดงธาตุแท้ไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเสนอกฏหมายนิรโทษกรรม ที่ยกโทษให้ทหารและผู้นำประชาธิปัตย์มือเปื้อนเลือด และหวังนำทักษิณกลับบ้านบนซากศพวีรชนเสื้อแดง แถมยังเสนอไม่ให้ปล่อยนักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112 ดังนั้นเราไว้ใจพรรคเพื่อไทยไม่ได้เลย และไว้ใจแกนนำ นปช. ว่าจะไม่คล้อยตามพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เช่นกัน
     ยิ่งกว่านี้มวลชนเสื้อแดงต้องแลกเปลี่ยนพูดคุยกันอย่างเป็นรูปธรรม ว่าถ้าฝ่ายตรงข้ามล้มรัฐบาลและระบบเลือกตั้ง เราจะเคลื่อนไหวอย่างไร เราจะชุมนุมอย่างไร เราจะส่งเสริมการหยุดงานทั่วประเทศอย่างไร ไม่ใช่มาพูด “โชว์ความแมน” ด้วยคำพูดไร้สาระเรื่องการจับอาวุธหรือการแบ่งแยกประเทศ และไม่ใช่พูดแบบนามธรรมที่ไม่มีรายละเอียดอย่างที่แกนนำ นปช. ทำอยู่ในปัจจุบัน

     ทุกวันนี้พลเมืองไทยไม่ได้มีแค่สองทางเลือกระหว่างอำมาตย์กับเพื่อไทย เราต้องกล้าเลือกแนวทางที่พัฒนาประชาธิปไตยไปถึงขั้นสูงกว่านี้ เราต้องปกป้องประชาธิปไตยที่เคยมี แต่ในขณะเดียวกันต้องผลักดันการปฏิรูป ที่ยกเลิกองค์กรอิสระ ลงโทษอาชญากรของรัฐโดยเฉพาะทหาร และสร้างสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างแท้จริง การถอยคนละก้าวเพื่อปรองดองกับพวกที่ไม่เคารพประชาธิปไตย เป็นเพียงเส้นทางที่จะนำไปสู่การหดตัวของพื้นที่เสรีภาพ

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

ถ้าเราคิดว่าเราเป็นศูนย์กลางความคิด นายกคนกลางย่อมเป็นคนที่เราชอบนั้นเอง

ถ้าเราคิดว่าเราเป็นศูนย์กลางความคิด นายกคนกลางย่อมเป็นคนที่เราชอบนั้นเอง

ในสมัยก่อนเวลามหาอำนาจเจ้าอาณานิคมตะวันตกเขียนแผนที่ เขาจะเขียนให้ประเทศของตนอยู่ตรงกลางโลก ตั้งแต่สมัยที่จีนเป็นมหาอำนาจแต่โบราณ เขาจะเรียกประเทศจีนว่าราชอาณาจักรกลาง
     ในยุคนี้ พวกตอแหลต้านประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นฝูงอธิการบดี เครือข่ายนักวิชาการล้าหลัง พรรคแมลงสาบ หรือ เอ็นจีโอรักทหารเผด็จการ ก็ล้วนแต่ทำตัวไม่ต่างออกไป คือนำความคิดตนเองมาเป็นศูนย์กลาง



     ดังนั้นเราคงไม่แปลกใจที่ “นายกคนกลาง” ที่พวกแช่แข็งประเทศไทยเหล่านี้เสนอมา ล้วนแต่เป็นพวกแช่แข็งสังคมที่พวกนี้ชื่นชมแต่แรก เขาต้องการ “นายกกลางหัวใจ” ของเขานั้นเอง

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

สำรวจโลกใบเก่าอันแสนโสโครกและอัปลักษณ์

สำรวจโลกใบเก่าอันแสนโสโครกและอัปลักษณ์
สมุดบันทึกสีแดง
ณ วันนี้ เราเห็นไอ้คนขี้โกงที่ใช้นามสกุล “รักโลกใบเก่า” ใช้เลห์เหลี่ยมสารพัดที่จะทำลายประชาธิปไตย และทำลายความสร้างสรรค์ของปัจเจกผู้ที่อยากดำรงอยู่ในโลกใบใหม่ พวกรักโลกใบเก่าหยิ่งผยองในความเป็นมนุษย์ของตนเองว่ามีมากว่าคนอื่นๆ พวกรักโลกใบเก่าทนงว่าตัวเองมีการศึกษาดีกว่าคนอื่นจึงมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในละเมิดสิทธิคนที่ด้อยกว่า พวกนี้เชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเพราะ “รักโลกใบเก่า” ฉะนั้นโลกใบนั้นจะหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง พวกรักโลกใบเก่าอธิบายว่าประเทศไทยมีลักณะพิเศษ การเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่นๆเป็นพวกที่ไม่ใช่คนไทย พวกรักโลกใบเก่ามีหู แต่มีไว้เพื่อฟังความข้างเดียว มีปากแต่มีไว้เพื่อพูดจาไร้สาระ

     พวกรักโลกใบเก่าชอบแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเหนือบ้านคนอื่น พวกรักโลกใบเก่าชอบไล่ให้คนออกนอกประเทศให้ไปอยู่ที่อื่น นักแสดงในโลกใบเก่าชอบอ้างว่าตัวเองเป็นคนของประชาชนทั้งๆที่ไม่มีใครเลือกมา อุตสาหกรรมบันเทิงในโลกใบเก่าถูกครอบงำด้วยพล็อตเรื่องแบบจักรๆ วงศ์ๆ ในโลกใบเก่าคนที่ทำนาบนหลังคนถูกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการทำงาน กลายเป็นคนร่ำรวยที่สุด
     พวกรักโลกใบเก่า นั้นมีใบหน้าเดียวเทรนเดียวกันคือ “อัปลักษณ์และโสโครก” ส่วนสมองนั้น “คิดได้มิติเดียวคือทำลายคนที่เห็นต่าง อุปถัมภ์ลูบหลังคนพวกเดียวกัน” “ภาษาที่ใช้อย่างเป็นทางการคือ การพูดโกหก” สิ่งที่ค้ำจุนโครงสร้างของโลกใบเก่า คือ ยศถาบรรดาศักดิ์ ความต่ำสูงของชาติตระกูล ปรัชญามุมมองโลกนั้นเน้นย้ำความเชื่อแบบไสยศาสตร์ ปฏิเสธการใช้เหตุผลและหลักฐาน เชิดชู ผี สาง นางไม้ และ เทวดา มีการเซ่นไหว้ตลอดปี
     สถาบันหลักๆทางสังคมของโลกใบเก่าเป็นอย่างไร? พวกนี้มีสถาบันหลักๆ ในรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากโลกสมัยใหม่ แต่ทัศนะคติเท่านั้นที่ต่างออกไป เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ และ ศาลชนิดต่างๆ ผู้พิพากษาต่างทำงานกันเป็นทีมเพื่อให้มีหลักประกันว่าความยุติธรรมจะไม่มีวันเกิดขึ้นในโลกใบเก่าแน่นอน ผู้พิพากษานามสกุลรักโลกใบเก่านั้น จะทำทุกอย่างเพื่อให้คนที่เข่นฆ่าประชาชนพ้นผิด และ พวกนี้จะทำทุกช่องทางเพื่อเอาผิดกับประชาชนที่เห็นต่าง ในโลกใบเก่าการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์เกิดขึ้นเกือบทุกทศวรรษ บรรดานายทหารที่มีส่วนในการเข่นฆ่าประชาชนจะได้รับการเชิดหน้าชูตา มีสายสะพายกันถ้วนหน้า ผู้พิพากษาในโลกใบเก่ามีลักษณะพิเศษ คือ มองไม่เห็นความผิดของพวกเดียวกัน เช่น เพื่อนผู้พิพากษาขโมยเงินภาษีประชาชนเพื่อส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ฯลฯ
     คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นหน่วยงานที่จะทำทุกอย่างเพื่อเป็นหลักประกันว่า การเลือกตั้งที่ใสสะอาดเสรีจะไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหน่วยงานนี้จะทำทุกอย่างเพื่อล้มการเลือกตั้ง หน่วยงานนี้โดยหัวใจและจิตวิญญาณแล้วสนับสนุนการแต่งตั้งมากกว่าการเลือกตั้ง
     องค์กรสิทธิมนุษยชน สิทธิความเป็นมนุษย์นั้นเป็นสิทธิที่สงวนให้ไว้ให้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น องค์กรนี้หวงแหนลักษณะความไม่เท่าเทียมกันของคนในโลกใบเก่ามาก เกือบทุกครั้งที่ประชาชนผู้สนใจโลกใบใหม่ออกมาเคลื่อนไหว องค์กรสิทธิมนุษยชนจะออกมาปรามก่อนเสมอ บางกรณีถึงขั้นออกแถลงการณ์ประณาม ในช่วงที่ประชาชนผู้ฝักใฝ่โลกใบใหม่ถูกปราบถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมกลางกรุงเทพ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ตั้งใจหลับตาเพื่อไม่มองเห็นความจริง
     มหาวิทยาลัยภายใต้ปรัชญาของโลกใบเก่านั้นเน้นความมืดบอดทางปัญญา มหาวิทยาลัยเน้นเครื่องแบบนักศึกษามากกว่าเน้นคุณค่าของเสรีภาพในการแสดงออก หรือ การเรียนการสอนที่ขบคิดตีปัญหาอย่างรอบด้าน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยนั้นเน้นสร้างให้นักคิดในอดีตกลายเป็นเพียงรูปปั้นทางประวัติศาสตร์ให้จุดธูปกราบไหว้แทนที่จะสืบทอดแนวความคิดอันสว่างไสว ผู้บริหารนั้นหลงไหลและคลั่งใคล้การควบคุมเด็กๆ  ผู้บริหารนั้นมีมือเพื่อปิดหูปิดตานักศึกษา ผู้บริหารนั้นมีลิ้นเพื่อเลียผู้มีอำนาจ ผู้บริหารนั้นมีเท้าเพื่อเหยียบย่ำความสร้างสรรค์ทางความคิดของนักศึกษาผู้อยากใช้นามสกุล “รักโลกใบใหม่” ผู้บริหารและคณาจารย์เมื่อโดนนักศึกษาตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมในการเลียเผด็จการแต่ละเลยหลักมนุษยธรรม ความเท่าเทียม ได้ออกมาข่มขู่สอบวินัยและอาจจะพักการเรียน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ออกมาแถลงว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง! ผู้บริหารกลายเป็นเพียงนายหน้าค้า “ใบกระดาษ”
     ธนาคารบางธนาคาร มีรูปแบบและปรัชญาการทำงานแบบ “ไร้หัวใจเป็นที่ตั้ง” พนักงานธนาคารพวกนี้รังเกียจการปล่อยกู้ให้ชาวนา พวกนี้มองไม่ออกและไม่สนใจจะทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมขยายตัวและไหลเวียนอย่างเป็นระบบ พวกนี้สนใจอย่างเดียวคือเก็บรักษาเงินไว้เพื่อให้โจร นามสกุล ณ รักโลกใบเก่า
     พระบางรูปในโลกใบเก่า ทำตัวไม่ต่างจากอันธพาล รีดไถชาวบ้านอยู่ร่ำไป พระส่วนใหญ่ในโลกใบเก่าคือตัวอุปสรรคใหญ่สำหรับสิทธิสตรีสตี โดยเฉพาะกฎหมายทำแท้ง พระอันธพาลบางรูปเป็นหัวขบวนจุดชนวนให้มีการใช้ความรุนแรง พระในโลกใบเก่ามองว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งเป็น “บาป”
     วงการสื่อสารมวลชน ชิงชังแนวทางการทำงานที่นำความจริงมาเปิดเผยอย่างรอบด้าน แต่ขยันทำงานล่วงเวลาเพื่ออัดฉีดความเทจ ป้ายสีผู้ที่เห็นต่างกับโลกใบเก่า
     กองทัพในโลกใบเก่ามีไว้เพื่อเข่นฆ่าประชาชนผู้ฝักใฝ่โลกใบใหม่ นายพลกลายเป็นฆาตกรที่มีเกียรติ กองทัพสามารถใช้เงินเป็นล้านๆ ในการซื้ออาวุธที่ล้าสมัยเพื่อนำมาเข่นฆ่าประชาชน นายพลหรือนายทหารยศสูงเป็นเพื่อนสนิทกับการคอรัปชั่น ทหารและกองทัพกลายเป็นนักฆ่าที่ถูกต้องตามกฎหมาย
     นักการเมืองส่วนใหญ่ในโลกใบเก่า “ไร้กระดูกสันหลัง”

โลกใบเก่าเป็นโลกใบที่สกปรก โสมม เป็นภัยต่อคนส่วนใหญ่ ...ฉันจะทำลายโลกใบเก่า...เพื่อสร้างโลกใบใหม่ 

วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทั่วโลกองค์กร “อิสระ” คือเครื่องมือเผด็จการ

ทั่วโลกองค์กร “อิสระ” คือเครื่องมือเผด็จการ
ใจ อึ๊งภากรณ์

ขณะนี้องค์กรที่อ้างกันว่า “อิสระ” ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือวุฒิสภาในส่วนที่มาจากการแต่งตั้ง ล้วนแต่หมดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิงในสายตาประชาชนไทยส่วนใหญ่ สาเหตุก็อย่างที่เราเห็นกันอยู่คือ องค์กรเหล่านี้ ซึ่งในปัจจุบันงอกออกมาจากเผด็จการและรัฐประหาร ล้วนแต่ตั้งหน้าตั้งตาสร้างอุปสรรค์กับกระบวนการประชาธิปไตย และพร้อมที่จะทำลายสิทธิเสรีภาพในแง่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

     องค์กรเหล่านี้ไม่เคยจับผิดผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐไทยที่เข่นฆ่าประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ หรือการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในปาตานี และพวกนี้ก็เพิกเฉยกับการฆ่าวิสามัญใน “สงครามยาเสพติด” ในยุคทักษิณอีกด้วย พวกนี้เพิกเฉยต่อการโกงกินทั้งบ้านทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการทหารที่รวยกว่าเงินเดือนปกติและกอบโกยทรัพย์สินจากการทำรัฐประหารหรือการคุมสื่อและรัฐวิสาหกิจ หรือนายทุนที่โกงลูกจ้าง และถ้ามีการจับผิดนักการเมือง ก็แค่เป็นเพราะเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ไม่เคยมีการจับผิดพวกที่แต่งตั้งกันเองและชงเรื่องกันเองเพื่อประโยชน์ฝ่ายตน ไม่เคยมีการออกมาประณามกฏหมายเผด็จการ 112 ที่ปิดปากและทำลายสิทธิเสรีภาพ ไม่เคยมีการวิจารณ์สองมาตรฐานของการที่คนอย่างคุณสมยศติดคุกเป็นสิบๆปี ในขณะที่นักการเมืองและทหารฆาตกรอย่างสุเทพ อภิสิทธิ์ ประยุทธ์ หรือทักษิณลอยนวล และไม่มีองค์กรอิสระใดที่วิจารณ์การที่ศาลลำเอียงปกป้องตนเองจากการถูกวิจารณ์ด้วยกฏหมาย “หมิ่นศาล”
     พวกนักวิชาการที่เชิดชูแนวคิดเกี่ยวกับ “องค์กรอิสระ” โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐ และหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ไม่เคยสุจริตพอที่จะเปิดเผยว่าแนวคิด “เสรีนิยม” (liberalism) อันนี้ เป็นเพียงหนึ่งแนวคิดในหลายความคิดที่ตรงข้ามกันและนำไปสู่การถกเถียงเสมอในระดับสากล เขาพยายามพูดว่า “ทุกคนที่รักประชาธิปไตย” ย่อมเห็นด้วยกับการมีองค์กรอิสระ และพูดเหมือนกับว่ามันเป็นแค่ “เทคนิค” ในการบริหารประเทศที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง
     ส่วนแกนนำ เอ็นจีโอ ที่คล้อยตามความคิดนี้ ก็กระทำด้วยความโง่เขลา เพราะพวกเขามีจุดยืนที่ปฏิเสธการให้ความสำคัญกับทฤษฏี เลยรับแนวคิดของชนชั้นนายทุนมาเต็มตัว โดยไม่สนใจที่จะรู้ตัว เนื่องจากภูมิใจในการเป็น “นักปฏิบัติ”
     แนวคิดทางเศรษฐกิจการเมืองที่เรียกว่า “เสรีนิยม” เป็นแนวของชนชั้นนายทุน ในอดีตมันอาจ “เสรี” ในแง่ที่พยายามต้านการผูกขาดเศรษฐกิจและการเมืองโดยพวกขุนนาง แต่นั้นมันเกิดในศตวรรษที่ 19 ในปัจจุบันความ “เสรี” ของแนวเสรีนิยม คือเสรีภาพแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” เสรีภาพในการกอบโกยเอาเปรียบประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อปกป้องและเพิ่มความเหลื่อมล้ำ
     ในทางการเมือง การเสนอว่าควร “แบ่งแยกอำนาจ” ระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ เป็นมาตรการเพื่อให้ฝ่ายนายทุนและอภิสิทธิ์ชนแบ่งอำนาจกันเอง อย่าลืมว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกเสนอมาในช่วงก่อตั้งสหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนนั้นประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง และไม่ต้องพูดถึงสิทธิของสตรีหรือคนผิวดำเลย พอสหรัฐพัฒนาประชาธิปไตยและพลเมืองทุกคนมีสิทธิ์เลือกตั้ง ก็มีการสร้างอุปสรรค์เพื่อไม่ให้คนธรรมดาเข้ามาดำรงตำแหน่งในสามองค์กรดังกล่าว
     ประเด็นสำคัญสำหรับไทยในยุคนี้คือ ทำไมเราไม่ควรมีสิทธิ์เลือกทั้งรัฐบาล สภา และศาล? เพราะถ้าเราไม่มีสิทธิ์เลือก ใครจะแต่งตั้งเขา? คำตอบคือพวกอภิสิทธิ์ชนนั้นเอง นี่คือสาเหตุที่คนจนกับคนรวยได้รับการเลือกปฏิบัติจากกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก
     ในปัจจุบัน การผลักดันเรื่อง “องค์กรอิสระ” ซึ่งหมายถึง “องค์กรที่อิสระจากการเมือง” เป็นวิธีที่จะลดอำนาจของประชาชนที่ใช้ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น เพราะในระบบประชาธิปไตย นักการเมืองได้ตำแหน่งมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการมีองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเมืองเลือกตั้ง ก็เพียงแต่เป็นองค์กรที่อภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์แต่งตั้งเอง และแต่งตั้งเพื่อลดทอน “ตรวจสอบ” คนที่มาจากการเลือกตั้ง เช่นการใช้ ส.ว. แต่งตั้ง หรือ พวก “องค์กรอิสระ” ทั้งปวงในไทยที่คิดว่าตนเองควรมีอำนาจเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
     การเสนอว่าธนาคารกลางในประเทศต่างๆ เป็นองค์กร “อิสระ” โดยเฉพาะในยุโรป เป็นการโยกย้ายอำนาจในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ให้กับคนที่พวกนายทุนแต่งตั้ง แทนที่จะมาจากกระบวนการประชาธิปไตย เพราะธนาคารกลางมีหน้าที่ควบคุมธนาคารพาณิชย์ กำหนดอัตราดอกเบี้ย และ ควบคุมระบบการเงิน และคนที่ดำรงตำแหน่งบริหารธนาคารกลางมีแต่พวกนายธนาคารหรือนายทุน ไม่เคยมีใครที่เป็นกรรมาชีพหรือคนธรรมดาเลย
     สรุปแล้วแนวคิดเสรีนิยมที่เน้นความสำคัญขององค์กรอิสระ เป็นแนวคิดที่ไม่ไว้ใจวุฒิภาวะของประชาชนส่วนใหญ่ และไม่ไว้ใจประชาธิปไตย มันเข้ากับความคิดของม็อบชนชั้นกลางที่พยายามทำลายประชาธิปไตยไทย
     ประชาธิปไตยในระบบทุนนิยมที่เราเห็นทั่วโลก เป็นเพียงประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะอำนาจในการลงทุนและจ้างงาน ซึ่งมีผลกระทบหลักต่อชีวิตคนส่วนใหญ่ และเป็นการควบคุมเศรษฐกิจ มักอยู่ในมือนายทุนที่ไม่เคยมาจากการเลือกตั้งเลย แต่แค่ประชาธิปไตยครึ่งใบแบบนี้ ก็ “มากไป” สำหรับฝ่ายเสรีนิยม
     เราต้องยกเลิกองค์กรที่อ้างตัวว่า “อิสระ” ในไทย การแก้ไขหรือปฏิรูปจะไม่เปลี่ยนสถานการณ์แต่อย่างใด

     บางคนอาจถามว่าถ้าไม่มีองค์กรอิสระเราจะกำจัดการคอร์รับชั่นและการใช้อำนาจแบบผิดๆ โดยนักการเมืองอย่างไร คำตอบคือต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตย ต้องมีหลายพรรคการเมืองที่เสนอทางเลือก และพลเมืองทุกคนต้องมีสิทธิ์เข้าชื่อถอดถอนนักการเมือง พร้อมกันนั้นต้องมีการเลือกตั้งศาล และผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะทุกคนที่มีอำนาจในการกำหนดอนาคตของพลเมือง

วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

“จัดตั้ง” คือ หลักประกันที่ดีที่สุด

“จัดตั้ง” คือ หลักประกันที่ดีที่สุด
สมุดบันทึกสีแดง

ตอนนี้ความขัดแย้งทางการเมืองได้เดินมาสู่จุดที่กลไกหลักๆ ของสถาบันทางการเมืองหยุดการทำงาน เพราะพรรคเพื่อไทยตั้งใจที่จะเดินหน้าเข้าสู่การประนีประนอม ไม่ว่าการประนีประนอมนั้นจะมีรูปร่างหน้าตาออกมาหน่าเกลียดขนาดไหน ข้อเสนอและข้อวิเคราะห์ที่ว่าความขัดแย้งมาถึงจุดที่กำลังก้าวเข้าสงครามกลางเมือง เป็นแนวความคิดที่ปูทางเพื่อให้ข้อเสนอนี้ถูกยอมรับได้ง่ายๆ



รูปธรรมของการประนีประนอมที่น่าเกลียดอาจจะออกมาในหลายรูปแบบ เช่น “รัฐบาลแห่งชาติ”  “ การลดอำนาจของบุคคลที่มาจากการเลือกตั้ง” “การเพิ่มอำนาจให้ศาล” “การเพิ่มอำนาจให้สำนักตรวจสอบงบประมาณฯ” “การเพิ่มจำนวน สว ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ฯลฯ ไม่ว่าการประนีประนอมจะออกมาในรูปแบบไหน ฝ่ายที่อยู่ข้างบนทุกฝ่ายก็จะอยู่สุขสบายและไปรอด แต่ฝ่ายฉิบหายก็เป็นฝ่ายประชาชน

อีกข้อเสนอหนึ่งที่เริ่มมีการพูดถึงคือ การแก้ปัญหาด้วยการชูการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งข้อเสนอนี้น่าจะออกมาจากอารมณ์ที่โกรธแค้นมากกว่าจะมีการสำรวจความเป็นไปได้อย่างเป็นระบบ แต่ถ้าข้อเสนอนี้มีการพูดเรื่อยๆ พวกเราต้องให้ความสำคัญ ซึ่งคำถามที่เราจะต้องถามพร้อมๆ กันคือ ระหว่างการเมืองเชิงภูมิศาสตร์ และ การเมือง เชิงชนชั้น อันไหนมีประสิทธิในการแก้ปัญหามากกว่ากัน

มีความเป็นไปได้ไหมที่จะมีการแบ่งแยกดินแดน? คำตอบคือยากมาก ในกรณีของประเทศติมอร์ ซึ้งเป็นประเทศที่มีทรัพยากรที่สำคัญคือน้ำมัน  แต่ยังอยู่ในสภาวะความยากจนเพราะรัฐบาลไร้ศักยภาพที่จะหาเงินมาลงทุนและแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติเพื่อขาย หรือ ถ้าบริษัทเหล่านั้นเข้ามาลงทุนผลประโยชน์ก็จะตกไปอยู่ที่กลุ่มทุนและชั้นนำไม่กี่คนแทนที่จะตกไปสู่ประชาชนชาวติมอร์ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเวเนซุเอล่าก่อนยุคซาเวท ทีนี้วกกลับมาที่ภาคเหนือและภาคอีสาน คำถามที่จะต้องถาม คือ ทรัพยากรอยู่ที่ไหน? หรือ ภายใต้ประเทศใหม่จะบริหารประเทศแบบไหน? และประเด็นที่สำคัญคือ ทำไมเราต้องยกกรุงเทพซึ่งเป็นศูนย์กลางของความมั่งคั่งตกไปอยู่ในมือของพวกอันธพาลด้วย

ทีนี้ถ้าเราพูดถึงการเมืองชนชั้น มันมีปรากฎการณ์หนึ่งที่เราต้องมีคำตอบ กรณีที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กรณีล่าสุดคือ พนักงานธนาคารออมสินที่ออกมาคัดค้านการให้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือชาวนาคนยากคนจน ทำคนเหล่านี้ถึงใจจืดใจดำขนาดนี้? ทำไมพวกนี้กลายพันธ์ไปเป็นองค์ลัษณ์พิทักฝ่ายม๊อบสุเทพได้อย่างไร? คำอธิบายคือ เราฝ่ายเสื้อแดงและฝ่ายซ้ายไม่ได้เข้าไปจัดตั้งในสหภาพแรงงาน แต่ปล่อยให้ฝ่ายขวาเข้าไปจัดตั้งแทน พวกนั้นจึงยึดถือผลประโยชน์ของฝ่ายปฏิกิริยาเป็นหลัก

ส่วนใหญ่ของข้อถกเถียงทางการเมืองของฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยนั้นยังอยูในกรอบที่ยังไม่ค่อยพัฒนาไปไกลนัก โดยยืนอยู่ที่การรักษากรอบประชาธิปไตยเดิมๆที่มีอยู่ ซึ่งถ้าพรรคเพื่อไทยเดินหน้าประนีประนอม กรอบเดิมๆ เหล่านี้ก็จะไม่เหลือมิหนำซ้ำเราก็จะได้โครงสร้างทางการเมืองที่แย่กว่าเดิม ถ้าเราไม่อยากวนซ้ำที่เดิม เราต้องพัฒนาการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตยให้ไปไกลมากกว่าที่เป็นอยู่

การเรียกร้องให้มวลชนออกมาสำแดงพลังเป็นเรื่องที่ดีและต้องมีการทำอย่างต่อเนื่องแต่มันไม่เพียงพอ  เพราะถ้าไม่มีพรรคการเมืองที่ก้าวหน้ารับช่วงต่อพลังของมวลชนที่ออกมาแต่ละครั้งก็จะสลายไป การที่มวลชนจะคานอำนาจของพรรคการเมืองได้นั้น จะต้องเป็นมวลชนที่มีการจัดตั้งทางการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมืองที่นำมาจัดนั้นจะต้องเป็นการเมืองที่เน้นผลประโยชน์ทางชนชั้น สามารถรับมือกับความซับซ้อนของความขัดแย้งทางชนชั้นที่เกิดขึ้น พรรคการเมืองที่เราต้องการมากๆ ในขณะนี้ จะต้องเป็นพรรคการเมืองที่ต้องการท้าทายระบบเก่าจริงๆ  สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้นเคยทำมาก่อน โดยการจัดตั้งกรรมาชีพอย่างเป็นระบบ เริ่มมาตั้งแต่ยุค 2475 ซึ่งการต่อสู้ในเมืองนั้นเต็มไปด้วยความดุเดือด ก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จะหันไปรับแนวเหมาและเน้นการตั้งฐานที่มั่นในป่าแทนในเมือง  


ถ้าเราจะหนีจากวงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ มันไม่มีทางลัด มันหนีไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงและให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง และ มีพรรคการเมืองทางเลือกจริงๆ ไม่อย่างนั้นเราก็จะกลับไปอยู่ในโครงสร้างทางการเมืองแบบเก่าๆ