วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อียิปต์หลังการรัฐหาร[i] (2)

อียิปต์หลังการรัฐหาร[i] (2)

โดย Philip Marfleet
แปลและเรียบเรียงโดย นุ่มนวล  ยัพราช




วิกฤติของฝ่ายค้าน

ในอียิปต์นั้น มีความพยายามของฝ่ายซ้ายและกลุ่มฝ่ายค้านอื่นๆ ที่จะสร้างแนวร่วมขึ้นมาหลังจากเผด็จการมูบารัคถูกล้มไปแล้ว  แต่แนวร่วมดังกล่าวยังขาดประสิทธิภาพที่จะหาประเด็นร่วมที่สามารถเป็นข้อเรียกร้องยึดเหนี่ยวร่วมกันและมีปัญหาการแข่งการนำ แนวร่วมนี้ไม่สามารถตอบคำถามสำคัญๆ ที่เผชิญหน้าต่อการปฏิวัติได้  อย่างเช่น การขยายพื้นที่ประชาธิปไตย การรับมือกับทหาร หรือ การรับมือกับรัฐบาลมูซี่อย่างเป็นรูปธรรม  ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศที่มีความสำคัญๆ เช่น กรณีประเทศปาเลสไตน์ แนวร่วมฝ่ายซ้ายยังขาดเวทีหารือระดับชาติและองค์กรศูนย์กลางที่ทำหน้าที่ประสานงานเพื่อรวมข้อเสนอของส่วนต่างๆ เข้ามาเป็นเนื้อเดียวกัน

ฮาดีม ซาบบาฮี (Hamdeen Sabbahi) เป็นนักการเมืองอิสระในยุคเผด็จการมูบารัค และ มีความใกล้ชิดกับผู้นำสหภาพแรงงานอิสระก้าวหน้า คามอล อะบูอิตา (Kamal Abu-Eita) ในปี 2012 ซาบบาฮี ลงสมัครเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเกือบชนะ มูซี่ ในรอบที่หนึ่งและได้รับคะแนนสูงกว่าคนของเผด็จการมูบารัค ซาบบาฮี ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลามจากคนงานและมวลชนที่สนับสนุนการปฏิวัติ ซาบบาฮี กลายมาเป็นตัวหลักสำคัญในการเป็นฝ่ายค้านในช่วงรัฐบาลมูซี่ โดย ซาบบาฮี ได้สร้างแนวร่วมเพื่อแก้ปัญหาแห่งชาติ (National Salvation Front หรือ NSF) ในยุคที่มูซี่กำลังแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง ซาบบาฮี ได้เรียกร้องให้กลุ่มแนวร่วมฝ่ายค้านต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ NSF เพื่อผนึกกำลังต่อต้านพรรคมุสลิมฯ ซาบบาฮี มีบทบาทสำคัญในการดึงและชักชวนให้ฝ่ายค้านต่างๆหันไปจับมือกับทหาร หลังจากล้มรัฐบาลพรรคมุสลิมฯไปแล้ว หลายส่วนของฝ่ายค้านหันไปพึ่งพาทหารมากขึ้น ภายใต้คำมั่นสัญญาจากนายพล อัลซีซี่ ที่ต้องการสร้างเสถียรภาพและทำลายพรรคมุสลิมฯในทุกรูปแบบ ซึ่งข้อเสนอนี้ถูกต้อนรับโห่ร้องอย่างชื่นชมโดย นักธุรกิจ เครือข่ายอำนาจเก่าจากยุคเผด็จการมูบารัค ชนชั้นกลางและนักปฏิวัติผู้โกรธแค้นชิงชังพรรคมุสลิมฯ

หลังจากช่วงกลางปี 2013 กระแสนัดหยุดงานตกลง 60% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการประกาศสภาวะฉุกเฉิน การประกาศเคอร์ฟิวส์ และการดักจับไม่เลือกหน้า แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็สะท้อนความอ่อนแอทางการเมืองในหมู่นักสหภาพแรงงานและแรงงานพื้นฐานซึ่งเป็นผลสะท้อนมาจากความอ่อนแอทางการเมืองโดยรวมของฝ่ายค้าน ซึ่งสะท้อนออกมาโดยที่ผู้นำแรงงานก้าวหน้าและกลุ่มเสรีนิยมเข้าไปร่วมมือในรัฐบาลชั่วคราวของรัฐบาลทหาร ภายใต้ข้อเรียกร้อง “เสถียรภาพ เคารพกฎกติตา และ ความสงบสุขทางสังคม” กองทัพได้ฉกฉวยความชอบธรรมทางการเมืองและองค์กรของมวลชนบนท้องถนน สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สามารถ “ทำลายการปฏิวัติ” ได้  โดยอ้างว่าทหารมีบทบาทในการนำและปกป้องการปฏิวัติ
หลังจากรัฐบาลของพรรคมุสลิมฯ ถูกล้มลงไปกองทัพ และ ซาบบาฮี ได้เบี่ยงเบนประเด็นปัญหาหลักๆที่กำลังเกิดขึ้นในอียิปต์ โดยอธิบายว่าอุปสรรคหลักที่ขัดขวางไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอียิปต์นั้นมีสาเหตุมาจาก “ภัยก่อการร้าย” จากพรรคมุสลิมฯ ฉะนั้นพรรคการเมืองต่างๆที่เหลืออยู่ควรจะสามัคคีกันเพื่อทำลายภัยร้ายแรงดังกล่าว

คามอล อะบูอิตา (Kamal Abu-Eita) ผู้นำแรงงานก้าวหน้าจากสหภาพแรงงานอิสระ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ ซาบบาฮี หลังจากรับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานได้ออกแถลงการเรียกร้องให้คนงานเลิกนัดหยุดงาน เพื่อสนับสนุนช่วงรอยต่อของการสร้างชาติอียิปต์ขึ้นมาใหม่ มันเป็นที่ชัดเจนว่า อาบู-อิตา ผู้นำแรงงานอิสระซึ่งครั้งหนึ่งเคยก้าวหน้าได้ทรยศคนงานและหันไปปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุน นักลงทุน และ กองกำลังความมั่นคง  หลังจากนั้นไม่นานรัฐบาลของทหารได้ทำการปราบปรามฝ่ายพรรคมุสลิมฯ อย่างป่าเถื่อน มีการตรวจค้น และส่งคนเข้าคุกเป็นพัน บางส่วนของคณะรัฐมนตรีที่ครั้งหนึ่งเคยก้าวหน้าเลือกที่จะเงียบเฉย จากนั้นไม่นานนายพล อัลซีซี่ ได้เพิ่มยศให้ตัวเองเป็นจอมพล กองทัพสามารถฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาได้มาจากสองสาเหตุหลัก คือ การใช้โครงสร้างเดิมในยุคเผด็จการมูบารัคที่ยังไม่ถูกทำลายลงไปและพลังบางส่วนของนักปฏิวัติ

ทหารและประชาชน

กองทัพอียิตป์รุ่นแล้วรุ่นเล่ามักจะอ้างความชอบธรรมจาก ประชาชน ชาติ และ การปฏิวัติ ในยุคของ กามอล อับเดล นัสเซอร์ ซึ่งเป็นผู้นำคนแรกหลังจากที่อียิตป์ได้รับเอกราช มีความพยายามทำรัฐหารประหารถึง 18 ครั้ง จาก 1952-1966 นัสเซอร์และกลุ่มทหารยังเตริกเอง ก็ทำรัฐหารต่อรัฐบาลราชวงศ์ที่สนับสนุนจักรวรรดิ์นิยมอังกฤษ ซึ่งกองทัพขณะนั้นก็อ้างว่า “รับใช้ประชาชน” ซึ่งกลายมาเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง กองทัพกลายเป็นหัวหอกนำการปฏิวัติภายใต้ข้อเสนอของการมีอำนาจในการปกครองตนเอง นโยบายการปฏิรูปต่างๆ เช่น การปฏิรูปที่ดินถูกนำเสนอว่าเป็นความต้องการของมวลชน ตลอดยุคของนัสเซอร์ กองทัพและรัฐเป็นเงาซึ่งกันและกัน นัสเซอร์เองก็แสดงบทบาทผู้ที่ดูแลผลประโยชน์ของประชนชน 

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2011 ที่มีการประท้วงต่อเนื่องและแหลมคม ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2011 เผด็จการมูบารัคถูกล้ม สัปดาห์นั้นมีการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างมวลชนกับกองกำลังอันธพาล พร้อมๆกับเป็นช่วงที่สภาสูงสุดของกองทัพ (Supreme Council of the Armed Forces, SCAF) พยายามที่จะยึดอำนาจจาก เผด็จการมูบารัค โดยอ้างว่ากองทัพ กำลังปกป้อง ดูแลผลประโยชน์ของประชาชน และ ปกป้องความมั่นคงของชาติ ดูเหมือนความต้องการของกองทัพและประชาชาดูสอดคล้องกัน พวกนายพลก็อ้างความชอบธรรมจากบทบาทในอดีตของกองทัพยุคนัซเซอร์และกลุ่มยังเตริก กลายมาเป็นคำขวัญ “กองทัพและประชนชนคือกำปั้นอันเดียวกัน”

อ่านต่อตอนสุดท้ายฉบับหน้า





[i] บทความนี้ แปลและเรียบเรียงบางส่วนจาก Egypt: after the coup  by Philip Marfleet , 2014, International Socialism, Issues 142 (http://bit.ly/1icp7Fa)

อียิปต์หลังการรัฐหาร (1)

โดย Philip Marfleet
แปลและเรียบเรียงโดย นุ่มนวล  ยัพราช



Photo : BBC
การที่ทหารขึ้นมามีอำนาจในเดือน กรกฏาคม 2013 นั้นนับเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมากสำหรับนักปฏิวัติอียิปต์ นายพล อับเดล ฟาตตาท เอลซีซี่ (Abdel-Fattah el-Sisi) อ้างว่ากำลังช่วยรื้อฟื้นการปฏิวัติ แต่ในความเป็นจริงนั้นมันเป็นการปฏิวัติซ้อน รูปแบบการปราบปรามอย่างป่าเถื่อนในยุคเผด็จการมูบารัคถูกนำกลับมาใช้เพื่อทำลายการปฏิวัติที่ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 25 มกราคม 2011 มีการประกาศโทษประหารชีวิตนักกิจกรรมพรรคมุสลิมบราเธอฮูดถึง 529 คนในเวลาเดียวกัน

ขบวนการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เคยเบ่งบานในยุคหลังการปฏิวัติกำลังตกอยู่ในวิกฤติ อย่างไรก็ตามการปฏิวัตินั้นยังไม่ถูกทำลายไปเสียทีเดียว ขบวนการแรงงานยังเต็มไปได้ความมีชีวิตชีวาและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ซึ่งสร้างความกังวัลให้กับกองทัพและพรรคพวกที่ต้องการสถาปนารัฐเผด็จการขึ้นมาใหม่ เพราะมันตอกย้ำว่าปัญหาที่ทำให้เกิดการปฏิวัติขึ้นมาตั้งแต่ต้นนั้นยังไม่ได้รับการถูกแก้ อีกทั้งวิกฤติเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงเพิ่มข้น ในเดือนมกราคมซึ่งเป็นเดือนครบรอบการปฏิวัติ มีการเพิ่มกองกำลังทหารและตำรวจตามจตุรัจต่างๆ อัลซีซี่ ได้ส่งสารไปถึงชาวอียิปต์ว่า ตอนนี้ทหารคุมซึ่งครั้งหนึ่งมวลชนชาวอียิปต์เป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตามการนัดหยุดงานอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งประเทศ ภายใต้ข้อเรียกร้องการเพิ่มค่าจ้างและทวงสัญญาต่างๆจากรัฐบาล มีการเรียกร้องให้ถอดถอนพวกผู้จัดการที่ตกค้างมาจากยุคเผด็จการมูบารัคและปัญหาการคอรัปชั่นต่างๆ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 รัฐบาลของทหารนั้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ตบเท้าลาออกเพราะทนแรงบีบไม่ไหวเพราะกองทัพต้องการเพิ่มระดับการควบคุมขบวนการแรงงาน ซึ่งไม่ยอมลดละเกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง ข้อเรียกร้องแรกของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่เพิ่งแต่งตั้ง คือ เรียกร้องให้คนงานเลิกนัดหยุดนัดงาน ประท้วง และยึดโรงงาน เพื่อเปิดทางให้กับกระบวนการสร้างชาติ หัวหอกที่เป็นตัวหลักในคลื่นนัดหยุดงานคลื่นล่าสุด คือ หมอ เภสัชกร พนักงานขนส่งมวลชน ตำรวจ ผู้กินบำเน็จบำนาญ พนักงานไปรษณีย์ คนงานทอผ้า และ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ชนิดต่างๆ

หลังจากรัฐประหารในเดือนกรกฎาคม 2013 นายพลอัลซีซี่ เปิดแนวรบกับขบวนการแรงงานในหลายส่วน แต่ไม่มั่นใจพอที่จะรบกับคนงานรากหญ้าในสถานประกอบการต่างๆ สามารถปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาได้พร้อมๆกับคนงานรากหญ้ากลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการปกป้องการปฏิวัติ จุดนี้คือประเด็นสำคัญสำหรับฝ่ายซ้ายว่าเราจะวิเคราะห์ประเด็นที่ฝ่ายเราถูกทำลาย และ เราจะตอบโต้กลับไปอย่างไร ในขณะที่นักกิจกรรมโดยส่วนใหญ่ยังสับสนกับพัฒนาการล่าสุด การวิเคราะห์ที่แหลมคมตรงกับความเป็นจริงเป็นสิ่งจำเป็น ประเด็นหนึ่งที่จะมองให้ทะลุคือ ความต้องการของกองทัพและนักการเมือง กับ ความเป็นไปได้ของพลังการกดดันจากข้างล่างเพื่อผลักดันการปฏิวัติ

รัฐประหารและระดับการกดขี่

หลังจากเผด็จการมูบารัคล้มลงไปใหม่ๆ สภาสูงสุดของกองทัพ ( Supreme Council of the Armed Forces (SCAF)) ได้ทำข้อตกลงกับพรรคมุสลิมฯ ก่อนการเลือกตั้ง  โดยพรรคมุสลิมฯจะต้องฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุดโดยเฉพาะการควบคุมขบวนการแรงงาน และปกป้องผลประโยชน์ของกองทัพทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ พรรคมุสลิมฯ ถูกพิสูจน์ว่าล้มเหลวในการสร้างเสถียรภาพพร้อมๆกับไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของมวลชนหลังการปฏิวัติได้ สถานการณ์ย่ำแย่เพิ่มขึ้นเมื่อพรรคมุสลิมฯออกนโยบายที่ให้ผลประโยชน์กับพวกพ้องตัวเอง การกระทำดังกล่าวได้สร้างความโกรธแค้นให้กับมวลชนอย่างมาก  ในช่วงต้นปี 2013 จำนวนการนัดหยุดงาน ยึดโรงงานมีจำนวนสูงมากเป็นประวัติศาสตร์ ขบวนการแรงงานอิสระเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ ผนวกกับปัญหาไฟดับ ขาดแคลนเชื้อเพลิง และ ราคาปัจจัยพื้นฐานในการอุปโภคถีบตัวสูงขึ้น อารมณ์ความไม่พอใจทำให้เพิ่มความระอุของการต่อสู้ทางการเมือง แม้กระทั่งตำรวจก็นัดหยุดงาน ในสภาวะการณ์ที่เต็มไปด้วยวิกฤติเช่นนี้ นายพลอัลซีซี่ พยายามที่จะแยกตัวออกมาจากมูซี่ และมองหากลไกใหม่ๆที่จะปกป้องสถาบันหลักๆของรัฐเผด็จการที่เหลืออยู่พร้อมๆ กับพยายามกู้คืนความเสียหายของกลุ่มทุนในอียิปต์โดยรวม

กลุ่มทางการเมืองในอียิปต์หลังการปฏิวัตินั้นมีอยู่หลายกลุ่ม ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองชนิดต่างๆ แนวเสรีนิยม มุสลิม สังคมนิยม  กลุ่มเครือข่ายอำนาจเดิม กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มข้าราชการชั้นสูง กลุ่มศาล โดยเฉพาะกลุ่มหลังๆนี้เกลียดและต้องการทำลายการปฏิวัติ สถานการณ์ทางการเมืองได้ก้าวมาถึงจุดที่กลุ่มต่างๆเหล่านี้และกลุ่ม Tamarod สามารถมีข้อเรียกร้องร่วมกัน คือ มูซี่ ออกไป!กลุ่ม ทามารอด (Tamarod แปลว่า การขบถ) เป็นกลุ่มรณรงค์ทางการเมืองมีฐานสำคัญอยู่บนท้องถนน พอ Tamarod เรียกร้องให้มูซี่ลาออก กองทัพก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหวอยู่ข้างหลัง Tamarod ทันที ในวันที่ 30 มิถุนายน 2013  ซึ่งเป็นวันประท้วงใหญ่ระดับชาติ ภายใต้การผลักดันโดยกลุ่ม Tamarod มีมวลชนเข้าร่วมมหาศาล ถึงตอนนี้กองทัพฉวยโอกาสเข้าแทรกแซงการประท้วงอย่างเปิดเผย โดยกองทัพสั่งให้มูซี่ทำตามคำสั่งของประชาชน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น มามอล บาด (Mahmoud Badr) ได้ออกมาเรียกร้องให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงเพื่อล้มมูซี่ โดยอ้างว่า กองทัพมีประวัติศาสตร์อยู่เคียงข้างประชาชนถึงตอนนี้ Tamorod หมดสภาพเป็นองค์กรรณรงค์ทางการเมืองแต่กลายมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับกองทัพ จากนั้นไม่นาน มามอล และ แนวร่วมฝ่ายค้านก็ได้เข้าไปเจรจากับกองทัพที่สำนักงานใหญ่ของหน่อยสืบข้าราชการลับ กองทัพประสบความสำเร็จในการทำลายความเข้มแข็งของขบวนการปฏิวัติผ่านการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการประท้วง

ขบวนการประท้วงที่ประสบความสำเร็จในช่วงต้นนั้นประกอบไปด้วย ขนาดของมวลชนที่เข้าร่วม ความมีชีวิตชีวา และ การประท้วงที่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามภายใต้รูปแบบดังกล่าวมันได้ทิ้งปัญหาไว้หลายประการ เช่น การขาดองค์กรทางการเมืองของมวลชนที่มีประสบการณ์สามารถรักษาเป้าหมายการปฏิวัติและผลักดันการปฏิวัติให้ไปข้างหน้าได้ มวลชนและนักวิชาการบางส่วนมองว่าการไม่มีองค์กรนั้นเป็นจุดแข็งของขบวนการปฏิวัติ เพราะการไม่มีองค์กรศูนย์กลางและผู้นำ จะช่วยขยายการเข้ามามีส่วนร่วมของมวลชน ลดช่องว่าที่พรรคการเมืองแบบเดิมจะเข้ามามีอิทธิพล กลุ่มต่างๆ ในขบวนการปฏิวัตินั้นตั้งขึ้นมาเพื่อการรณรงค์ที่เฉพาะเจาะจงไม่เน้นการมีเรียกร้องร่วม เฉกเช่นในรูปแบบของพรรคการเมือง สหภาพแรงงาน หรือ กลุ่มย่าน 


แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2011  ขบวนการประท้วงได้เรียกร้องให้สภาพแรงงานเข้าร่วมเพื่อเพิ่มหลักประกันในชัยชนะของการล้มเผด็จการมูบารัค ขบวนการประท้วงขณะนั้นมีความเข้มแข็งมาก คนงานรากหญ้าเริ่มผลักประเด็นไปข้างหน้า ผันประสบการณ์จากการเข้าร่วมต่อสู้ทางการเมืองไปสู่การนัดหยุดงานทำให้นายจ้างและรัฐบาลหยุดชะงัก กระแสสูงการนัดหยุดงานในช่วงกลางปี 2013 เพิ่มความกังวลให้ทหารจนต้องออกมาแทรกแซง การที่ Tamarod หมกมุ่นอยู่กับความโกรธแค้นจากการทรยศของพรรคมุสลิมฯ ไปเพิ่มความได้เปรียบให้กับฝ่ายอำนาจเก่าที่เกลียดการปฏิวัต พวกนี้ได้ฉวยโอกาสใช้มวลชนบนท้องถนนเพื่อทำการปฏิวัติซ้อนและทำลายความเข้มแข็งของขบวนการประท้วงในที่สุด (อ่านต่อตอนที่สอง ฉบับหน้า)

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ก้าวต่อไปในการต่อสู้

ก้าวต่อไปในการต่อสู้

เราขอสดุดีผู้กล้าหาญทุกคนที่ออกมาต่อต้านรัฐประหาร การต่อสู้รอบนี้คงใช้เวลา แต่เราต้องสู้อย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการต่างๆ ที่หลากหลาย ที่สำคัญคือต้องพยายามขยายกระแส ไปสู่ทุกภาคส่วน ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน



     แต่เราต้องฉลาดในการต่อสู้ ต้องเข้าใจยุทธวธีที่มีประสิทธิภาพ เพราะแค่การใช้ “อารมณ์” คงอยู่ได้ไม่นาน
     การต่อสู้แบบนำตนเอง นัดเอง มาเอง มีความสำคัญยิ่งในสถานการณ์เฉพาะหน้าปัจจุบัน เพราะไม่หวังพึ่งแกนนำ นปช. ที่หมดสภาพในการนำนานแล้ว มันเป็นการแสดงจุดยืนนำตนเอง ไม่พึ่งทักษิณด้วย เพราะทักษิณไม่มีความคิดจะสู้แบบที่จะถอนรากถอนโคนอำนาจทหารหรืออำมาตย์เลย เขาต้องการสู้แบบกดดันให้เขาสามารถกลับมามีบทบาทเท่านั้นเอง
     อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้เราจะสู้แบบ นำตนเอง นัดเอง มาเอง ไปนานๆ ไม่ได้ มันจะค่อยๆ ลดพลังลง ดังนั้นเราต้องหาทางทำงานร่วมกันในรูปแบบองค์กร ประสานการเคลื่อนไหวและต่อสู้ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ในขณะที่คงไว้แกนนำหลากหลาย หลายหัว เพราะจะรักษาความเป็นประชาธิปไตยในองค์กร และทำให้ปราบยากขึ้น ที่สำคัญคือควรมีการนัดคุยกันระหว่างตัวแทนกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อถกเถียงทำความเข้าใจกับภาพรวมทางการเมือง เพื่อกำหนดแนวทางการต่อสู้ ต้องเชิญกลุ่มอื่นๆ มาร่วมมากขึ้นตลอด ไม่มีการกีดกันใคร โดยมีกติกาง่ายๆ ในการประชุม เพื่อไม่ให้ใครครอบงำ
     เราต้องทำงานเป็นระบบเหมือนฝ่ายตรงข้าม ที่ทหารทำงานร่วมกับองค์กรอิสระ ศาล ม็อบนกหวีด พรรคปชป.กันเป็นอย่างดี
     เราต้องให้ความสำคัญในการเชิญกลุ่มสหภาพแรงงานแดงและสหภาพแรงงานที่รักประชาธิปไตยมาร่วม สหภาพแรงงานดังกล่าวต้องพยายามทำความเข้าใจกับสมาชิกว่าทำไมเราต้องสู้แบบ “การเมือง” กับอำนาจเผด็จการ และในอนาคน ถ้าสร้างกระแสได้ เราควรพิจารณาการนัดหยุดงาน แต่ต้องทำงานการเมืองพื้นฐานก่อนอย่างเร่งด่วน
     ในช่วงอนาคต เรามองไม่เห็นทางที่คณะรัฐประหารจะใช้ ในการแก้ปัญหาสังคม ในการลดความขัดแย้ง ตามที่เขาอ้าง มันจะแก้ได้ยังไง อันนี้เนื่องมาจากสังคมที่พัฒนาไปมาก มากเสียจนคนรุ่นใหม่ แทบจะนึกภาพไม่ออกว่าสังคมที่มีประชาธิปไตยครึ่งใบ สังคมที่มีการควบคุมสื่อ สังคมที่มีการห้ามคนมีความเห็น มันมีหน้าตาอย่างไร คนจะทนกับสภาพเช่นนี้ได้นานแค่ไหน และคนส่วนใหญ่ในประเทศไม่ได้สนับสนุนทหารและพรรคประชาธิปัตย์แต่อย่างใด อย่าให้สื่อมวลชนภายใต้ตีนทหารกล่อมให้เราหดหู่ เราต้องมีช่องทางสือแนวคิดระหว่างกันเอง การพบกันเป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญ การใช้โซเชียลมีเดียก็สำคัญ แต่ต้องทำหลายอย่าง ไม่ใช่แค่พึ่งอินเตอร์เน็ต
     ในระยะสั้น ทหารอาจจะสร้างภาพว่าคุมสังคมได้ด้วยกระบอกปืน แต่ภายใต้ภาพหลอกลวงนี้ประชาชนโกรธแค้นและไม่ยอมรับทหาร เราอาจไปประท้วงทุกวันไม่ได้ เพราะต้องไปทำงานหรือเรียนหนังสือ แต่เราต้องมีกิจกรรมต่อเนื่อง
     ในระยะยาว ทหารจะไม่สามารถแบกความต้องการที่หนักหนาซับซ้อนของประชาชนได้ ความต้องการ ข้อเรียกร้องของทั้งฝ่ายสนับสนุนรัฐประหาร และฝ่ายคัดค้าน จะเพิ่มมากขึ้น ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ ที่มีความขัดแย้งกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดทั่วไปในทุกสังคม

     และสุดท้าย เราไม่ควรลืมเพื่อน ต้องรณรงค์ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองโดยไว ไม่ใช่ปล่อยให้ถูกลืมและเป็นเหยื่อของการเจรจา อย่างที่พรรคเพื่อไทยเคยทำ

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

มันเป็นรัฐประหารชัดๆ

มันเป็นรัฐประหารชัดๆ

สำหรับคนที่คิดว่ามันไม่ใช่รัฐประหาร หรือรัฐประหารครึ่งใบ เพราะทหารไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญหรือล้มรัฐบาล อย่าลืมว่า ทหารมันเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาแต่แรกและศาลห้ามแก้ด้วย มันจะไปฉีกทำไม? และตอนนี้รัฐบาลหมดสภาพตั้งแต่รัฐประหารโดยศาล ต้องถือว่าไม่มีรัฐบาลจริง ไม่มีอะไรให้ล้ม



     สำหรับคนที่หลงเชื่อว่าทหารจะ “รักษาความสงบ” เพื่อจัดการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย โปรดทบทวนความคิด เพราะทหารเข้าไปยึดและปิดสื่อ ทหารเซ็นเซอร์อินเตอร์เน็ด ปิดเวป ทหารสั่งเจ้าหน้าที่รัฐให้มารายงานตัว ทหารบุกร้านหนังสือและสั่งให้เอาหนังสือการเมืองออก ครั้งก่อนที่ทหารเคยบุกร้านหนังสือหรือห้องสมุดเพื่อยึดและเผาหนังสือก็คือเหตุการณ์นองเลือด  ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ตอนนี้มีการจับคุมเสื้อแดงบางคน แต่ปล่อยให้อันธพาลม็อบสุเทพ ที่ก่อความไม่สงบแต่แรก และล้มการเลือกตั้งลอยนวล
     มีแนวโน้มสูงมาก ที่จะมีนายกแต่งตั้งเพื่อชลอการเลือกตั้งออกไป กกต. เสนอว่าอาจต้องรอสองปีก่อนเลือกตั้ง การปฏิรูปกองทัพ องค์กรอิสระ ศาล จะไม่มีทางเกิดขึ้น
     นปช จะยอมรับหรือไม่ เพื่อไทย จะยอมรับหรือไม่ ตรงนี้คิดว่ามีคำตอบแล้วคือคงยอมรับ เพราะเพื่อไทยปลิ้มกับรัฐประหาร และนปช. ก็ไปคุยกับทหาร
     คนเสื้อแดง จะยอมรับหรือไม่ ถ้าไม่ แล้วจะสู้อย่างไร  ถ้ายอม ก็คงต้องฝึก อยู่เป็นควายให้เขาเหยียบย้ำ

     แต่อย่าลืมว่าสังคมไทยมันเปลี่ยนไปแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการและการ "ปิดกั้นสื่อ" แบบว่านอนสอนง่ายอีกต่อไปแล้ว ประเด็นคือเขารอให้มีการนำ เพื่อปกป้องประชาธิปไตย ดังนั้นอย่ามาอ้างว่าประชาชนยอมจำนน เพื่อปกปิดการยอมจำนนของแกนนำ

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สังคมไทยหลังวิกฤตการเมืองรอบนี้

สังคมไทยหลังวิกฤตการเมืองรอบนี้
วัฒนะ วรรณ
วิกฤตการเมืองรอบนี้ ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆ รวมมือกับเครือข่ายพันธมิตรเดิม และองค์กรอิสระ มีกองทัพหนุนหลัง กับฝ่ายประชาธิปไตย ที่นำโดย นปช และพรรคเพื่อไทย ร่วมมือกับฝ่ายประชาธิปไตยอื่นๆ ยิ่งผ่านคืนวันไปนานเท่าไร ภาพของสังคมไทยยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ


ภายใต้ ความชัดเจนเช่นว่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นภาพชัดเจนแบบที่เราคิด ที่เราเห็นหรือไม่ เมื่อวิกฤตการเมืองครั้งนี้ยุติลง มีฝ่ายแพ้ ชนะ ก็คงต้องลองมาพิจารณาสร้างตัวแบบดู ว่าฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด ชนะ ภาพสังคมไทยหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร ภายใต้ข้อมูลที่เราได้รับรู้กัน ณ ปัจจุบันนี้

ฝ่ายอำมาตย์ ชนะเบ็ดเสร็จ
ฝ่ายอำมาตย์ ประกอบไปด้วยใครบ้าง ท่านทั้งหลายก็พอจะทราบแล้ว แต่จะขอรวบรวมให้เห็นภาพชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายหนึ่ง ก็นำโดยอดีตทหารฝ่ายขวา ฝ่ายหนึ่งก็นำโดยผู้นำกองทัพ ฝ่ายหนึ่งก็นำโดยข้าราชการเก่า ใหม่ ฝ่ายหนึ่งก็นำโดย องค์กรยุติธรรม ฝ่ายหนึ่งก็นำโดย องค์กรอิสระ ฝ่ายหนึ่งก็นำโดย นักการเมืองประชาธิปัตย์ ฝ่ายหนึ่งก็นำโดย เทคโนแครต ฝ่ายหนึ่งก็นำโดย นักธุรกิจใหญ่น้อย ฝ่ายหนึ่งก็นำโดยฝ่ายวิชาการ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา

ทุกหน่วย ทุกองค์กร ของฝ่ายนี้ที่กล่าวมา เราจะพบเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยง อุปถัมภ์ ค้ำชู กันมาโดยตลอด ผ่านการเข้าไปมีอำนาจในองค์กรต่างๆ เหล่านี้ ฝ่ายหนึ่งแต่งตั้ง ฝ่ายหนึ่ง สลับสับเปลี่ยนกันไปมา ทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยกระบวนการทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับประชาชนพลเมืองของรัฐ ด้วยพวกเขาคิดว่า พลเมืองของรัฐนั้น ยังไม่ฉลาดพอ ยังหลงผิดติดอยู่บ่วงกรรมของความยากจน ที่ผลักดัน ให้วุฒิภาวะในการมีส่วนร่วมของการบริหารบ้านเมือง ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเงิน แต่ข้อกล่าวหานี้ ก็เป็นตลกร้าย เพราะแท้จริงแล้ว เครือข่ายอำมาตย์ต่างหาก ที่ตกอยู่ภายใต้ อำนาจเงิน ต่างแสวงหาอำนาจ เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อจะได้มีอำนาจการเมือง หมุนเป็นวงล้อเช่นนี้

เมื่อฝ่ายนี้ชนะ เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ก็พอจะคาดเดาได้ว่า สภาพสังคมไทย ก็คงจะเต็มไปด้วย ผู้รากมากดี ออกมาชี้ผิด ชี้ถูก บริหารประเทศ แบบพ่อปกครองลูก แบบผู้ใหญ่ปกครองผู้น้อย การพัฒนากระจุกอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ การบริหารสาธารณะเป็นเรื่องสิ้นเปลือง การเมืองแบบแต่งตั้งกลับเขามามีอิทธิพลต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ข้าราชการ องค์กรอิสระ เป็นกลุ่มบุคคลที่ควรกราบไหว้ คลานเข่า หาได้เสมอกันกับราษฎร์ไม่ นิยามคนจน ผู้ถูกซื้อ ผู้โง่เขลา ผู้ฟุ้งเฟ้อ ก็จะยังคงมีมนต์ขลังสะกดสังคมอยู่ต่อไป การเมืองและการพัฒนา จะถูกแช่แข็งสำหรับประเทศนี้ต่อไป ภายใต้วินัยการคลัง และแนวคิดเสรีนิยมแบบสุดขั้ว

แล้วถ้าฝ่ายประชาธิปไตย ชนะเบ็ดเสร็จบ้างละ
สังคมไทยจะมีหน้าตาอย่างไร มันคงเป็นภาพที่ใหม่มาก ในหลายๆ บริบท แต่ก็ต้องมาดูกันก่อน ว่าฝ่ายนี้ประกอบไปด้วยใครกันบ้าง ด้านหนึ่ง ก็พรรคเพื่อไทย ด้านหนึ่งก็ นปช ด้านหนึ่งก็นักวิชาการ ด้านหนึ่งก็นักกิจกรรม กลุ่มอิสระต่างๆ

แต่จะผิดหวังกันหรือไม่ ถ้าจะบอกว่า ถ้าฝ่ายนี้ชนะ สังคมก็จะเปลี่ยนไปได้ไม่มาก อาจจะย้อนกลับไปแค่วันคืนเก่าๆ ที่เรามีสิทธิเลือกตั้ง มีรัฐบาล มีกลุ่มก้อนการเมืองแบบเก่า และมีเศรษฐกิจเสรีนิยมกลไกตลาดแบบเดิมๆ แต่ก็ต้องถือว่าดีว่าอยู่ในระบอบเผด็จการของอำมาตย์ เราคงมีเสรีภาพเพิ่มขึ้นบ้าง

ด้านหนึ่ง ก็ต้องยอมรับความจริง ว่าแนวทางการต่อสู้ครั้งนี้ ถูกนำโดย นปช ที่เป็นเนื้อเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยในอดีต ก็เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอำมาตย์ เพียงแต่ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย นำแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยม และแบบเคนส์ มาใช้ ควบคู่กัน อันหมายถึง การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ลงไปในพื้นที่อื่นๆ นอกเขตเมืองหลวง เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของเงินทุน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็เห็นผลในรอบหลายปีที่ผ่านมา จะไม่ขอกล่าวซ้ำว่ามีอะไรบ้าง

แต่ในส่วนของแนวทางการเมืองแล้ว เพื่อไทย หรือ นปช ไม่มีความก้าวหน้าใดๆ เลย ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางคน มีส่วนที่ก้าวหน้า อยู่บ้าง แต่สุดท้ายกระแสแนวคิดการทางการเมืองขององค์กร ก็ถูกนำโดยแนวคิดเสรีนิยมสมัยใหม่ ผสมกับอำนาจนิยมจารีตแบบเดิม

ภาพของสังคมหลังเพื่อไทยชนะ เราก็จะยังเห็นบทบาททหารออกมาครอบงำการเมืองอยู่เช่นเดิม เราก็ยังจะเห็นบทบาทเทคโนแครต และข้าราชการ มีบทบาทอยู่เช่นเดิม เราก็จะเห็นบทบาทกระบวนการยุติธรรมที่ดำรงอยู่เช่นเดิม เพราะเพื่อไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเดิมนี้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิมนี้ จึงเป็นเรื่องที่กระทบกับผลประโยชน์ อำนาจ ของคนในเพื่อไทยด้วย
ดังเราจะเห็นว่าที่ผ่านมา เพื่อไทยไม่มีทีท่าใด จะสนับสนุนอย่างแข็งขัน ให้เกิดการกระจายอำนาจ ไปสู่ท้องถิ่น ยุบเลิก การปกครองแบบภูมิภาค

ดังเราจะเห็นว่าที่ผ่าน เพื่อไทย ไม่มีการแตะต้องทหาร ที่เป็นหัวใจของโครงสร้างอำมาตย์เลยแม้แต่น้อย ทั้งการดำเนินคดี ทั้งการลดงบประมาณ และการลดอำนาจอื่นๆ

ดังเราจะเห็นว่าที่ผ่านมา เพื่อไทย ไม่มีความพยายาม ที่จะเพิ่มฐานะทางเศรษฐกิจ ให้สังคมเท่าที่ควรจะเป็น โดยการลดความมั่งคั่งของชนชั้นนำ เพื่อเอามาเพิ่มความมั่งคั่งให้สังคม ผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าอัตราสูงๆ จากคนรวยมากๆ ผ่านการจัดรัฐสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพและไปไกลกว่านโยบายประชานิยม

นี่ภาพคร่าวๆ ที่พอจะเดา พอจะแสดงให้ภาพ หลังจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะ แต่ในความเป็นจริงการต่อสู้รอบนี้ เราจะไม่เห็นการชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อันเนื่องมาจาก องค์กรนำของทั้งสองฝ่าย มิใช่คู่ขัดแย้งกันแบบถาวร แต่เป็นเพียงคู่ขัดแย้งกันเฉพาะหน้าสั้นๆ ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมใดๆ มันก็หลีกเลี่ยงที่จะกระทบทั้งสองฝ่ายไม่ได้


ดังนั้น ตัวแปรสำคัญ ของการเปลี่ยนแปลง จึงอยู่ที่ขั้วที่สาม ขั้วก้าวหน้า ที่มิได้อยู่หรือเกี่ยวพันธ์กับโครงสร้างอำนาจเดิมของสังคมไทย จะมีพลัง มีความร่วมมือ มากน้อยแค่ไหน ที่จะผลักสังคมไปข้างหน้าได้ไกล ว่าข้อเสนอของ เพื่อไทย และ นปช ภายใต้บรรยากาศที่มวลชน ที่กำลังตื่นตัว คาดหวัง กับการเปลี่ยนแปลง ที่กำลังจะเกิดขึ้น 

ไม่เอา นายกหัวกรวย // นสพ.เลี้ยวซ้าย ปีที่ 9 ฉบับที่ 12 พฤษภาคม 57



วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รัฐกับการปฏิวัติ



ศึกษาความหมายของ "รัฐ" จากมุมมองมาร์คซิสต์ ในบริบทการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยควรเลิกหลอกตัวเอง

เสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยควรเลิกหลอกตัวเอง

กองบรรณาธิการเลี้ยวซ้าย

รัฐประหารรอบล่าสุดดูเหมือนจะใกล้ถึงเป้าหมาย เหลือแค่การล้มรัฐมนตรีรักษาการ แล้วแต่งตั้งนายก ม๗ ก็จบ และที่แกนนำ นปช. ประกาศว่าจะ “สู้จนถึงที่สุด” นั้นมีความหมายอะไรในรูปธรรม? หรือเป็นเพียงคำพูดที่ไร้ความหมายเพื่อเอาใจคนรักประชาธิปไตย?



     มาถึงจุดนี้แล้ว ชาวเสื้อแดงและคนรักประชาธิปไตยอื่นๆ ควรทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ม็อบพันธมิตรแรกปรากฏตัว
     มีการยุบสภาและประกาศการเลือกตั้งสองครั้ง โดยหวังว่าจะพิสูจน์กับประชาชน ว่าการพยายามล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นขาดความชอบธรรม แต่ทั้งสองกรณี ภายใต้ทักษิณครั้งหนึ่ง และภายใต้ยิ่งลักษณ์อีกครั้ง เพียงแต่ทำให้ฝ่ายประชาธิปัตย์และพวกต่อต้านการเลือกตั้ง บอยคอตการเลือกตั้ง ก่อม็อบต่อไป แล้วในที่สุดจบลงด้วยรัฐประหารทหาร หรือรัฐประหารตุลาการ
     มีการเลือกตั้ง 4 ครั้ง ฝ่ายไทยรักไทย พลังประชาชน หรือเพื่อไทย ชนะทุกครั้ง โดยไม่มีหลักฐานการโกงแต่อย่างใด แต่กลับจบลงด้วยการล้มรัฐบาลด้วยวิธีต่างๆ ดังนั้นการเลือกตั้งรอบต่อไป ถ้าเกิดจริงและไม่โดนเปลี่ยนกติกาจนไร้ประชาธิปไตย ก็คงไม่แก้ปัญหาอะไรเลย เพราะมันไม่พิสูจน์อะไรที่ใครๆ ไม่ทราบมาก่อน มันไม่ตบหน้าทหารหรือม็อบสุเทพ และมันไม่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของอำมาตย์ เพราะอำมาตย์ต่อต้านประชาธิปไตย และไม่เคารพการเลือกตั้งหรือเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ อาจไม่มีการเลือกตั้งเร็วๆ นี้ด้วยซ้ำ
     มีการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงเพื่อไล่รัฐบาลเถื่อนของอภิสิทธิ์ที่ก่อตั้งในค่ายทหาร เสื้อแดงจำนวนมากโดนทหารฆ่าอย่างเลือดเย็น ในที่สุดในปีต่อไปก็มีการยอมให้มีการเลือกตั้ง ยอมให้ยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นนายก แต่ก็ถูกล้มในที่สุด
     ถ้าเราถูกบังคับให้มีนายก ม๗ และการเปลี่ยนกติกาเพื่อโกงการเลือกตั้งโดยอำมาตย์และประชาธิปัตย์ เราจะออกมาชุมนุมแบบเดิม หรือจะยกระดับการต่อสู้? และถ้าจะยกระดับการต่อสู้มันหมายความว่าอะไรในรูปธรรม และใครจะนำการต่อสู้ดังกล่าว? แต่แน่นอน ถ้าเราไม่ออกมาสู้เพราะเราเบื่อ น้อยใจ หรือหดหู่ ฝ่ายอำมาตย์ก็จะชนะ
     ที่สำคัญคือใครตั้งรัฐบาล ไม่ได้แปลว่าคุมอำนาจรัฐโดยอัตโนมัติ มันชัดเจนว่าอำมาตย์คุมอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ ทหาร ศาล ข้าราชการชั้นสูง และสื่อมวลชนส่วนใหญ่ และพวกนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการและแกนนำเอ็นจีโอด้วย นอกจากนี้ตำรวจก็ไม่รู้จะรับคำสั่งจากใคร ตามลำพังก็ไม่เคยก้าวหน้าอะไร และไม่มีอำนาจมากมาย ตอนนี้ก็แค่กล้าๆ กลัวๆ ส่วน ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ นักการเมืองเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ก็ไม่อยากแตกหักกับพวกอำมาตย์ที่คุมอำนาจรัฐ เป้าหมายของเขาคือเพียงอยากกลับเข้าสู่สมาคมอำมาตย์เท่านั้น
     เพื่อนๆ เสื้อแดง เพื่อนๆ ผู้รักประชาธิปไตย ท่านคิดหรือว่าเราจะมีประชาธิปไตยได้ ถ้าไม่กำจัดอำมาตย์แบบถอนรากถอนโคน? ท่านยังฝันต่อไปหรือว่าพรรคเพื่อไทยหรือทักษิณหรือแกนนำ นปช. จะสู้อย่างจริงจังในรูปธรรม? ทักษิณเคยมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยจริงหรือ? ในความเป็นจริงเขาสนใจประชาธิปไตยแค่ในกรณีที่ตนเองชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่สนใจสิทธิเสรีภาพพอที่จะยกเลิก 112 หรือละเว้นการก่ออาชญากรรมกับคนมาเลย์มุสลิมในภาคใต้ คนแบบนี้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างถึงที่สุดได้อย่างไร?
     หรือท่านยังฝันอยู่ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาลจะเกิดประชาธิปไตยแท้? หรือท่านยังฝันอยู่ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะเข้ามาแก้ปัญหาการเมืองให้เรา?
     ลองพิจารณาให้ดี ความฝันแบบนี้ ที่กล่าวถึงข้างบน ทั้งหมดเป็นความฝันประเภทที่เราฝากให้ผู้ใหญ่มาแก้ไขปัญหาให้เรา และสร้างประชาธิปไตยให้เรา มันเป็นความฝันของทาส
     เราจะรอการล้มรัฐบาลกี่รอบ การก่อตั้งเผด็จการกี่รอบ เราถึงจะเข้าใจว่าเราเองต้องนำตนเองร่วมกับคนอื่น เพื่อสร้างประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพจากล่างสู่บน?
     ถ้าเราเข้าใจว่าการสร้างประชาธิปไตยในไทย คงต้องอาศัยการโค่นโครงสร้างอำมาตย์ เช่นการปลดผบ. ทหาร ลดงบประมาณทหาร ตัดอำนาจทหาร ปลดศาลตุลาการ ยุบองค์กรที่โกหกว่า “อิสระ” ปลด สว.แต่งตั้ง และยึดสื่อมวลชนมาเป็นของประชาชน เราก็คงหลอกตัวเองว่า “เป็นเรื่องง่าย” ไม่ได้ แน่นอนมันไม่ง่าย มันจะใช้เวลา แต่มันจำเป็นถ้าเราจะร่วมกันเป็นพลเมืองที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
     พวกเราในองค์กรเลี้ยวซ้ายพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่าการต่อสู้กับอำมาตย์ต้องอาศัยการจัดตั้งมวลชน อย่างเป็นระบบ อิสระจาก นปช. และเพื่อไทย ต้องพัฒนากลุ่มคนก้าวหน้าจากเครือข่ายหลวมๆ ให้การเป็นองค์กรจัดตั้งให้ได้ ต้องมีนโยบายและเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวที่ชัดเจน ต้องมีคณะทำงานที่เป็นแกนนำ ต้องเชื่อมกับหลายส่วนของสังคม มีงานรณรงค์ในหลายรูปแบบ ทั้งเรื่องปากท้องและการเมืองภาพรวม ต้องมีและขยายสมาชิก มีผู้ปฏิบัตงานที่ผ่านการฝึกฝน ในงานภาคปฏิบัติการ และงานทางความคิด โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว และต้องมีสื่อของเราเอง
     เราไม่ได้ “ขอให้มิตรสหายมาขึ้นอยู่กับเรา” เราขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเป็นระบบในลักษณะเท่าเทียมกัน
     ที่สำคัญยิ่งคือ เราต้องสนใจ “อำนาจ” เราต้องรวบรวม “พลัง” เพื่อเผชิญหน้ากับอำนาจและพลังของฝ่ายอำมาตย์แบบมืออาชีพ เพราะ “อำนาจ” และ “พลัง” ของฝ่ายเราหาได้ในหมู่คนทำงานกรรมาชีพ โดยเฉพาะเมื่อนัดหยุดงาน และต้องสมทบกับพลังมวลชนของเกษตรกรรายย่อย

     ความจริงนี้ ไม่ได้งอกมาจากสมองใคร มันมาจากบทเรียนในการล้มอำมาตย์หรือต่อสู้กับอำมาตย์ในตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา ยุโรป และจากไทยเองในอดีต ที่สำคัญคือมันทำได้ ถ้าเราอยากทำจริง

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ต้องเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน

ต้องเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตอนนี้มันชัดเจนว่าแนวประนีประนอมของพรรคเพื่อไทย และ แนว นปช. ที่เดินตามเพื่อไทย ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
     ถ้าเราเข้าใจลักษณะของ “รัฐ” ในระบบการเมืองของโลก ตามที่ มาร์คซ์ เองเกิลส์ และเลนิน เคยอธิบาย เราจะเข้าใจว่าการเป็นรัฐบาลในระบบรัฐสภาประชาธิปไตยทุนนิยม ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการคุมอำนาจรัฐเลย เพราะรัฐประกอบไปด้วย ทหาร ศาล ตำรวจ และคุก และรัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองทุกซีกทุกก๊ก เพื่อกดขี่ชนชั้นอื่นๆ มันไม่เคยเป็นกลางและไม่เคยเป็นประชาธิปไตย แม้แต่ในประชาธิปไตยตะวันตกก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่าในประเทศดังกล่าวพลังของคนทำงานและประชาชนโดยทั่วไป คอยห้ามไม่ให้รัฐล้ำเส้นมากเกินไปเท่านั้น แต่ทุกอย่างไม่แน่นอนมั่นคง พื้นที่ประชาธิปไตยไม่ได้แช่แข็ง มันขยายและมันหดได้



     วันนี้เราเห็นอำนาจรัฐ ผ่านตลก.(ร้าย)รัฐธรรมนูญ โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งที่สาม ก่อนหน้านั้นเราเห็นทหารทำรัฐประหาร และเห็นทหารเข่นฆ่าคนเสื้อแดงที่ท้าทายเผด็จการและอำนาจรัฐ โดยเรียกร้องประชาธิปไตย เครื่องไม้เครื่องมือในการใช้อำนาจรัฐมีอีกมากมาย เช่นกระบวนการที่คนใหญ่คนโตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หรือการใช้วุฒิสภาหรือหัวหน้าสถาบันวิชาการ ในการเชียร์พวกที่มุ่งหวังลดพื้นที่ประชาธิปไตย ส่วนม็อบสุเทพก็เป็นเพียงอันธพาลชนชั้นกลาง เป็นคนส่วนน้อย และผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เขาพยายามสร้างภาพว่าเป็นมวลมหาประชาชน แต่การที่เขาทำอะไรก็ได้บนท้องถนน แสดงว่าส่วนต่างๆ ของรัฐสนับสนุนเขา ถือว่าม็อบสุเทพเป็นเครื่องมือที่ให้ “เอกชน” ทำแทน
     ทักษิณและนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง และเขาเคยเป็นก๊กหนึ่งของรัฐไทย เพราะรัฐไม่ได้มีลักษณะรวมศูนย์เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มันเป็น “คณะกรรมการเพื่อร่วมบริหารผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน” อย่างที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เคยเขียนไว้ และมันมีความขัดแย้งภายในด้วย นี่คือสาเหตุที่ทักษิณและนักการเมืองเพื่อไทยไม่ต้องการนำการต่อสู้ที่แตกหักกับกลุ่มอำนาจอนุรักษ์นิยมของรัฐ
     แต่ถ้าไทยจะเป็นประชาธิปไตย เราต้องเปลี่ยนการเมืองและสังคมแบบถอนรากถอนโคน ถ้าแค่เล่น “ปฏิกูลการเมืองก่อนเลือกตั้ง” มันไม่มีวันที่จะขยายพื้นที่ประชาธิปไตยได้เลย

     สิ่งที่ต้องถูกเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคนมีมากมาย แต่เรื่องหลักๆ เฉพาะหน้าคือ

1. ต้องสร้างพลังของคนธรรมดา เพื่อห้ามการทำลาย หรือจำกัด เสรีภาพประชาธิปไตย และเพื่อให้มีการเคารพพลเมือง ทุกคนต้องมีหนึ่งเสียงเท่ากัน พลังนี้คนอื่นสร้างให้ไม่ได้ ต้องสร้างจากรากหญ้าข้างล่าง
2. ต้องยกเลิกกฏหมาย 112, พรบ.คอมพิวเตอร์ และกฏหมายหมิ่นศาลในรูปแบบปัจจุบัน เพื่อเปิดให้พลเมืองมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกระบวนการประชาธิปไตยสากล ซึ่งแปลว่าต้องปล่อยนักโทษทางความคิดเช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข และคนอื่น
3. ต้องยกเลิกองค์กรที่อ้างความอิสระ และยกเลิกศาลตุลาการในรูปแบบที่เป็นอยู่ เพราะองค์กรที่อ้างความอิสระทั้งหลายไม่เคยเป็นกลาง และยิ่งกว่านั้นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งโดยทหารหรือฝ่ายเผด็จการอื่นๆ เช่นตลก.(ร้าย)รัฐธรรมนูญ มักใช้อำนาจเผด็จการเหนือผู้แทนที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน ที่สำคัญคือแนวคิดเรื่อง องค์กรอิสระเป็นแนวคิดที่มองว่าพลเมืองส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิภาวะในการลงคะแนนเสียง จึงต้องให้ ผู้รู้คอยควบคุมตรวจสอบ ในอนาคตเราจะต้องคานอำนาจหรือตรวจสอบรัฐบาลและรัฐสภาด้วยองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
4. ต้องลดบทบาททางการเมืองและสังคมของทหารลงไป เพื่อไม่ให้ทำรัฐประหารหรือแทรกแซงการเมือง ซึ่งแปลว่าต้องลดงบประมาณ ปลดนายพลจำนวนมาก และนำทหารออกจากสื่อมวลชนและรัฐวิสาหกิจ
5. ต้องสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ด้วยการนำ “ฆาตกรรัฐ” มาขึ้นศาล ไม่ว่าจะเป็นทหารระดับสูง หรือนักการเมืองอย่าง อภิสิทธ์ สุเทพ หรือ ทักษิณ และต้องมีการยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศอีกด้วย
6. ต้องเก็บภาษีในอัตราสูงจากคนรวยอย่างถ้วนหน้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำผ่านการสร้างรัฐสวัสดิการ


ถ้าจะทำสำเร็จต้องทำพร้อมกัน และทำด้วยความมั่นใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอาศัยพลังที่อยู่นอกกรอบรัฐในการกระทำ คือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยนั้นเอง ซึ่งตอนนี้มีอยู่แล้วในรูปแบบเสื้อแดง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวต้องอาศัยแนวความคิดทางการเมือง ซึ่งในขบวนการเสื้อแดงมีหลายแนว ในเมื่อแนวหลักของ นปช. กับเพื่อไทย ใช้ไม่ได้ และไม่มุ่งหวังสร้างประชาธิปไตยจริง กลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน ต้องพยายามรวมตัวกันเป็นองค์กร เพื่อช่วงชิงการนำ และเพื่อลงมือสร้างสายสัมพันธ์กับขบวนการสหภาพแรงงานที่เห็นด้วยกับประชาธิปไตย เพราะในสังคมทุนนิยม กรรมาชีพมีพลังถ้ารู้จักใช้